ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
สั่งพิมพ์ ก่อนหน้า ถัดไป

~ หลวงปู่ดูลย์ อตุโล วัดบูรพาราม ~

[คัดลอกลิงก์]
61#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:15 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
อาการกำเริบ

อาการอาพาธของพระอาจารย์ดูลย์อย่างที่เคยเป็น คือไม่มีแรง ปวดเมื่อยและกระสับกระส่าย เกิดขึ้นอีกครั้ง  เมื่อเวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. ของวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๒๖ ศิษย์ผู้พยาบาลได้พากันนำน้ำมันมานวดให้ท่านจนอาการอาพาธทุเลาลง

ครั้นตอนเช้าภายหลังฉันอาหารแล้ว ศิษย์ได้เชิญแพทย์มาตรวจอาการพบว่าความดันของท่านขึ้นสูง  จึงถวายยาให้ท่านฉัน เมื่อฉันยาเสร็จแล้วท่านได้หลับไปชั่วโมงกว่า ๆ เมื่อตื่นขึ้นอาการก็เป็นปกติ แต่ยังคงเพลียอยู่

พอถึงเวลาเพล ท่านก็ลุกขึ้นมาฉันบนเก้าอี้แต่ไม่ยอมฉัน เมื่อถูกคะยั้นคะยอท่านก็ฉันข้าวต้มได้ ๔ ช้อน และของหวานอีกเล็กน้อย

หลังจากนั้นท่านก็นอนพักผ่อน อาการของท่านดูเป็นปกติดี เว้นแต่อาการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ระหว่างกระปรี้กระเปร่ากับอ่อนเพลีย ซึ่งจะเป็นไปทุก ๔๐ หรือ ๔๕ นาที

ตลอดทั้งวันท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอธิบายธรรมให้ศิษย์ฝ่ายกัมมัฏฐานของท่านฟัง  สามารถลำดับธรรมะเป็นกระแสที่ชัดเจน  และตอบคำถามข้อปฏิบัติขั้นปรมัตถ์อย่างดี ด้วยน้ำเสียงชัดเจนแจ่มใส ทำให้คณะศิษย์อุ่นใจ

หลังสรงน้ำในเวลาเย็นแล้ว พระอาจารย์ดูลย์ปรารภธรรมให้ศิษย์ฟังว่า

“ในทางโลกเขามีสิ่งที่มี แต่ในทางธรรมมีสิ่งที่ไม่มี”

ซึ่งท่านได้ขยายความว่า

“คนในโลกนี้ต้องมีสิ่งที่มี เพื่ออาศัยสิ่งนั้นเป็นอยู่ ส่วนผู้ปฏิบัติธรรมต้องปฏิบัติ จนถึงสิ่งที่ไม่มี และอยู่กับสิ่งที่ไม่มี”

เมื่อเห็นว่าท่านรู้สึกเพลียจึงขอให้ท่านพักผ่อน  ระหว่างนั้นอาการอ่อนเพลียของท่านก็เพิ่มมากขึ้น  ขณะเดียวกันท่านก็นอนพูดธรรมะให้ฟังต่อไปอีก  โดยจะพูดอธิบายธรรมะชั้นสูงเกี่ยวกับการปฏิบัติ  บางช่วงท่านก็อยู่เฉย ๆ สักพักหนึ่งแล้วก็ปรารภธรรมบทใดบทหนึ่งต่อทันที
62#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:15 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ฉลองอายุ ๘ รอบ

ครั้นรุ่งเช้า วันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๒๖  พระอาจารย์ดูลย์มีอาการปวดที่เท้าซ้ายขึ้นไปจนถึงบั้นเอว  พร้อมกับมีอาการไข้เล็กน้อย และมีชีพจรเต้นผิดปกติตลอดเวลา อาการเปลี่ยนไปมาแบบทรง ๆ ทรุด ๆ

เมื่อเห็นอาการดังนั้น พระครูนันทปัญญาภรณ์จึงได้โทรศัพท์ทางไกล เพื่อกราบเรียนสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกให้ทรงทราบ

อาจารย์พวงทองศิษย์ของท่านผู้หนึ่ง  ได้โทรศัพท์ไปบอกนายแพทย์ชูฉัตร กำภู ที่ทางพระราชสำนักมอบหมายให้ดูแล  และนำพระอาจารย์ดูลย์เดินทางกลับจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มาพักที่วัดให้ทราบ  ท่านแนะนำให้รีบนำไปรักษาอาการที่กรุงเทพฯ ทันที

ครั้นเวลา ๐๖.๓๐ น. หลวงปู่ยังออกจากห้องได้ นั่งฉันภัตตาหารข้างนอกตามปกติ เสร็จแล้วนั่งพักประมาณ ๑๐ นาที แล้วเข้าไปพักผ่อนในห้อง

หลังจากฉันเช้าแล้ว แพทย์ได้มาตรวจอาการอีก วัดความดันดูยังอยู่ในระดับปกติ  จึงได้ฉีดยานอนหลับถวายเพื่อให้ได้พักผ่อนมาก ๆ  ซึ่งแต่ละครั้งท่านมักจะห้ามไว้ไม่ให้ฉีด แต่ส่วนใหญ่หมอจำเป็นต้องฝืนฉีดให้ แม้แต่น้ำเกลือท่านก็ไม่ยอมรับโดยบอกว่า “ขออยู่เฉย ๆ ดีกว่า”

เมื่อได้โอกาส พระครูนันทปัญญาภรณ์บอกว่าจะนำท่านไปรักษาที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง  แต่ท่านปฏิเสธและห้ามนำท่านไปด้วย โดยท่านให้เหตุผลว่า ถึงไปอาการป่วยก็ไม่หาย

ต่อมา ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ พร้อมด้วยข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในจังหวัดสุรินทร์หลายท่าน  พากันมาเยี่ยมพระอาจารย์ดูลย์ พร้อมกับปรึกษาที่จะนำท่านไปรักษาที่กรุงเทพฯ  แต่เมื่อเห็นท่านมีลักษณะปกติเหมือนไม่อาพาธประกอบกับท่านไม่อยากไป ก็เลยไม่ได้ตัดสินใจอย่างไร

ในตอนสาย มีประชาชนมาที่วัดเป็นจำนวนมาก พุทธศาสนิกชนทั่วไปทั้งในจังหวัดสุรินทร์  และจังหวัดอื่นต่างหลั่งไหลกันมาอย่างมากมาย  มีสุภาพสตรีมาร่วมบวชชีปฏิบัติธรรมจำนวนมากกว่าหนึ่งพันคน  เนื่องจากเป็นวันที่คณะกรรมการและศิษย์กำหนดให้เป็นวันฉลองอายุครบ ๘ รอบ ๙๖ ปี ของพระอาจารย์ดูลย์

ตามกำหนดการ เวลา ๑๐.๐๐ น. พระสงฆ์จำนวน ๑๐ รูป จะมาเจริญพระพุทธมนต์ แล้วถวายภัตตาหารเพล
63#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:15 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ในตอนบ่าย เวลา ๑๓.๐๐ น. พระพุทธพจนวราภรณ์ จากวัดราชบพิตรจะมาแสดงพระธรรมเทศนา  เรื่อง “ปูชนียบุคคลประยุกต์กับคุณธรรมความดีของหลวงปู่”  ระหว่างที่กำลังแสดงพระธรรมเทศนานั้น  พระอาจารย์ดูลย์ท่านได้ให้พระมาตาม พระครูนันทปัญญาภรณ์ให้ไปพบ

ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์รู้สึกตกใจเล็กน้อย  รีบไปหาพระอาจารย์ดูลย์ ครั้นพอไปถึงเห็นท่านยังสดใสเป็นปกติ  และเมื่อเข้าไปใกล้ท่านก็ถามถึงการจัดงานว่าเป็นอย่างไร

ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์รายงานท่านให้ทราบว่า  งานทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ ไม่มีปัญหา และได้กราบเรียนให้ท่านทราบว่าเมื่อจบพิธีแสดงธรรมของพระพุทธพจนวราภรณ์  จากวัดราชบพิตรแล้ว ศิษย์ฝ่ายสงฆ์จะเข้านมัสการถวายสักการะท่าน

พระครูนันทปัญญาภรณ์บันทึกไว้ว่า เสียงของพระอาจารย์ดูลย์ในขณะนั้นเบามาก แต่หน้าตาของท่านยังสดใสเหมือนเดิม

ต่อมา ศิษย์อาวุโสฝ่ายสงฆ์หลายรูป ได้เข้ามากราบนมัสการพระอาจารย์ดูลย์และถามถึงข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ ท่านก็ได้อธิบายข้อธรรมเหล่านั้นได้อย่างชัดเจน โดยไม่มีลักษณะที่บ่งบอกว่าอาพาธแต่อย่างใด

ท่านพระครูนันทปัญญาภรณ์เห็นดังนั้นก็รู้สึกเบาใจ จึงกราบลาพระอาจารย์ดูลย์ออกไปยังศาลาโรงธรรมซึ่งมีญาติโยมอยู่เป็นจำนวนมาก

ครั้นเวลา ๑๖.๐๐ น. พระอาจารย์ดูลย์ได้ออกมานั่งที่ห้องรับแขกเพื่อให้บรรดาญาติโยมมากราบนมัสการ

จากนั้นท่านก็กลับเข้าห้องเพื่อสรงน้ำ แล้วนอนพักผ่อนท่ามกลางคณะสงฆ์ฝ่ายอรัญญวาสีที่นั่งล้อมรอบท่านอยู่อย่างเงียบกริบ
64#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:16 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
๑๒. ปัจฉิมกาล

พระอาจารย์ดูลย์อยู่ในอิริยาบถนอนหงาย หนุนหมอนสูง หลับตาลงท่ามกลางคณะสงฆ์ที่อยู่ล้อมรอบ

ครั้นเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ท่านก็ได้ลืมตาขึ้น มองไปตรงช่องว่างที่เป็นกระจกที่มีผ้าม่านปิดอยู่  ท่านยกแขนขวาขึ้นบอกท่าทางให้รูดม่านออกแล้วบอกให้พระเณรออกจากห้องไปได้  แต่ยังเหลือพระคอยดูแลรับใช้ท่านภายในห้องอีก ๘-๙ รูป

ท่านก็สั่งให้พระที่อยู่สวดมนต์ให้ท่านฟัง  พระที่อยู่ในห้องจึงพร้อมใจกันสวดมนต์เจ็ดตำนานให้ท่านฟังจนจบ  จากนั้นท่านบอกให้สวดโพชฌงคสูตรอีก ๓ จบ  และปฏิจจสมุปบาทอีก ๓ รอบ  พระเหล่านั้นปฏิบัติตามคำสั่งท่านโดยสวดให้ท่านฟังจนจบ

ครั้นสวดมนต์จบลง แพทย์ก็เข้าไปตรวจอาการอีกครั้งหนึ่ง  ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. เมื่อแพทย์ตรวจเสร็จก็กราบลากลับไป

เมื่อแพทย์ที่มาตรวจอาการกลับไปแล้ว  พระอาจารย์ดูลย์ได้ลืมตาขึ้นแล้วบอกให้พระสวดมนต์มหาสติปัฏฐานสูตรให้ท่านฟัง  แต่ปรากฏว่าไม่มีพระรูปไหนสามารถสวดได้เลย ท่านจึงบอกให้เปิดหนังสือสวด

เมื่อได้หนังสือมาแล้วเผอิญเป็นหนังสือเล่มใหญ่และหนามาก  ด้วยความไม่คุ้นเคย  ทำให้ผู้เปิดหาบทที่จะสวดนั้นต้องพลิกกลับไปกลับมา  และยังไม่ทันที่จะพบ พระอาจารย์ดูลย์ก็สั่งให้นำหนังสือมาให้ท่าน  แล้วหยิบมาเปิดโดยไม่ต้องดู พร้อมกับบอกว่า “สวดตรงนี้” พระที่อยู่ในที่นั้นทุกรูปต่างก็รู้สึกแปลกใจมาก  เพราะหน้าหนังสือที่พระอาจารย์ดูลย์เปิดมานั้น ตรงกับบทสวดมหาสติปัฏฐานสูตรพอดี

จากนั้นก็พร้อมกันสวดมหาสติปัฏฐานสูตรอย่างช้า ๆ และใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง  เพราะเป็นบทสวดที่มีความยาวมาก  ขณะนั้นพระอาจารย์ดูลย์อยู่ในอิริยาบถนอนตะแคงขวา ในอาการสงบนิ่ง

ครั้นเมื่อพระสวดจบลง ท่านพูดธรรมะกับพระที่เฝ้าอยู่เป็นครั้งคราว  ในอิริยาบถนั่งบ้าง นอนบ้าง จากนั้นพระอาจารย์ดูลย์ได้ให้ศิษย์นำท่านออกมานอกกุฏิ  และให้พาไปยังศาลาที่อยู่ด้านหน้ากุฏิของท่านเพื่อสูดอากาศ  ท่านได้มองไปรอบ ๆ บริเวณวัดเหมือนกับว่าเป็นการมองครั้งสุดท้าย  เพื่ออำลาสถานที่ที่ท่านได้อยู่และบูรณปฏิสังขรณ์มาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี
65#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:16 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
พระอาจารย์ดูลย์อยู่ในอิริยาบถนอนหงาย หนุนหมอนสูง หลับตาลงท่ามกลางคณะสงฆ์ที่อยู่ล้อมรอบ

ครั้นเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. ท่านก็ได้ลืมตาขึ้น มองไปตรงช่องว่างที่เป็นกระจกที่มีผ้าม่านปิดอยู่  ท่านยกแขนขวาขึ้นบอกท่าทางให้รูดม่านออกแล้วบอกให้พระเณรออกจากห้องไปได้  แต่ยังเหลือพระคอยดูแลรับใช้ท่านภายในห้องอีก ๘-๙ รูป

ท่านก็สั่งให้พระที่อยู่สวดมนต์ให้ท่านฟัง  พระที่อยู่ในห้องจึงพร้อมใจกันสวดมนต์เจ็ดตำนานให้ท่านฟังจนจบ  จากนั้นท่านบอกให้สวดโพชฌงคสูตรอีก ๓ จบ  และปฏิจจสมุปบาทอีก ๓ รอบ  พระเหล่านั้นปฏิบัติตามคำสั่งท่านโดยสวดให้ท่านฟังจนจบ

ครั้นสวดมนต์จบลง แพทย์ก็เข้าไปตรวจอาการอีกครั้งหนึ่ง  ขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๒๒.๐๐ น. เมื่อแพทย์ตรวจเสร็จก็กราบลากลับไป

เมื่อแพทย์ที่มาตรวจอาการกลับไปแล้ว  พระอาจารย์ดูลย์ได้ลืมตาขึ้นแล้วบอกให้พระสวดมนต์มหาสติปัฏฐานสูตรให้ท่านฟัง  แต่ปรากฏว่าไม่มีพระรูปไหนสามารถสวดได้เลย ท่านจึงบอกให้เปิดหนังสือสวด

เมื่อได้หนังสือมาแล้วเผอิญเป็นหนังสือเล่มใหญ่และหนามาก  ด้วยความไม่คุ้นเคย  ทำให้ผู้เปิดหาบทที่จะสวดนั้นต้องพลิกกลับไปกลับมา  และยังไม่ทันที่จะพบ พระอาจารย์ดูลย์ก็สั่งให้นำหนังสือมาให้ท่าน  แล้วหยิบมาเปิดโดยไม่ต้องดู พร้อมกับบอกว่า “สวดตรงนี้” พระที่อยู่ในที่นั้นทุกรูปต่างก็รู้สึกแปลกใจมาก  เพราะหน้าหนังสือที่พระอาจารย์ดูลย์เปิดมานั้น ตรงกับบทสวดมหาสติปัฏฐานสูตรพอดี

จากนั้นก็พร้อมกันสวดมหาสติปัฏฐานสูตรอย่างช้า ๆ และใช้เวลาเกือบ ๒ ชั่วโมง  เพราะเป็นบทสวดที่มีความยาวมาก  ขณะนั้นพระอาจารย์ดูลย์อยู่ในอิริยาบถนอนตะแคงขวา ในอาการสงบนิ่ง

ครั้นเมื่อพระสวดจบลง ท่านพูดธรรมะกับพระที่เฝ้าอยู่เป็นครั้งคราว  ในอิริยาบถนั่งบ้าง นอนบ้าง จากนั้นพระอาจารย์ดูลย์ได้ให้ศิษย์นำท่านออกมานอกกุฏิ  และให้พาไปยังศาลาที่อยู่ด้านหน้ากุฏิของท่านเพื่อสูดอากาศ  ท่านได้มองไปรอบ ๆ บริเวณวัดเหมือนกับว่าเป็นการมองครั้งสุดท้าย  เพื่ออำลาสถานที่ที่ท่านได้อยู่และบูรณปฏิสังขรณ์มาเป็นเวลากว่า ๕๐ ปี
66#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:16 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
สิ้นอายุขัย

ครั้นถึงเวลาประมาณ ๐๒.๐๐ ของวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖  พระอาจารย์ดูลย์ได้แสดงธรรมให้แก่ลูกศิษย์ที่อยู่ในห้องนั้นได้รับฟัง  โดยท่านอยู่ในอิริยาบถนอนหงาย ข้อธรรมที่ท่านมักจะแสดงบ่อย ๆ ในระยะนี้นั้นก็คือ  ธรรมอันว่าด้วยลักษณาการแห่งพุทธปรินิพพาน  ครั้งนั้นเมื่อแสดงธรรมจบแล้ว  พระอาจารย์ดูลย์ก็ไม่ได้กล่าวอะไรอีกเลย

ขณะที่พระอาจารย์ดูลย์แสดงพระธรรมเทศนาจบลง  เป็นเวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. ท่านอยู่ในอิริยาบถนอนสงบนิ่ง  หายใจเบา ๆ ดูอาการเป็นปกติคล้ายกับคนนอนหลับตามธรรมดา  แต่ลมหายใจท่านเบาลงมาก  นับเป็นลักษณาการมรณภาพที่ไม่ปรากฏร่องรอยให้เห็นเลย  เป็นความงดงามบริสุทธิ์ และสงบเย็นอย่างสิ้นเชิง

ท่านได้ละทิ้งสังขาร มรณภาพเมื่อวันที่ ๓๐ ตุลาคม ๒๕๒๖  เวลา ๐๔.๑๓ น. รวมอายุได้ ๙๖ ปี ๒๖ วัน พรรษา ๗๔
67#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-3-24 18:17 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
งานพระราชทานเพลิงศพ

ศพของพระอาจารย์ดูลย์ อตุโล ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ มีศิษย์จากทุกสารทิศหลั่งไหลมานมัสการและสรงน้ำสรีระเป็นจำนวนมาก

ทางจังหวัดสุรินทร์ ได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ  ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำสรงศพ  พร้อมกับทั้งได้พระราชทานโกศโถฉัตรเบญจาตั้งประดับ  และทรงพระมหากรุณาโปรดบำเพ็ญพระราชกุศล ๗ วัน , ๕๐ วัน และ ๑๐๐ วัน ตามลำดับ

วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๒๘ ซึ่งเป็นวันพระราชทานเพลิงศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิง ที่จัดให้มีขึ้น ณ วนอุทยานแห่งชาติ เขาพนมสวาย  ซึ่งห่างจากจังหวัดสุรินทร์ไปทางทิศใต้ประมาณ ๒๒ กิโลเมตร ทั้งพระและฆราวาสต่างมาร่วมแสดงกตัญญูกตเวทิตาต่อพระอาจารย์ดูลย์เป็นจำนวนมาก

คณะกรรมการฝ่ายสงฆ์และฆราวาส ได้มีมติให้จัดสร้างอนุสรณ์ขึ้นภายในบริเวณวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ อันเป็นวัดที่ท่านได้บูรณปฏิสังขรณ์และพำนักตลอดมา  ตราบจนกระทั่งท่านได้สิ้นอายุขัย รวมเวลาประมาณ ๕๐ ปี  อาคารดังกล่าวดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ใช้ชื่อว่า “พิพิธภัณฑ์กัมมัฏฐานหลวงปู่ดูลย์ อตุโล” ภายในพิพิธภัณฑ์ประกอบไปด้วยรูปเหมือนของพระอาจารย์ดูลย์ ในอิริยาบถนั่งห้อยเท้า หล่อด้วยโลหะ ขนาด ๒ เท่าครึ่งขององค์จริง  พร้อมเครื่องอัฐบริขารของท่าน

อนุสรณ์สถานอีกแห่งหนึ่งคือ พระธาตุเจดีย์บรรจุอัฐิธาตุของพระอาจารย์ดูลย์  โดยก่อสร้างครอบเมรุที่พระราชทานเพลิงศพของพระอาจารย์ดูลย์  มีลักษณะเป็นเจดีย์ ภายในมีรูปเหมือนพระอาจารย์ดูลย์หล่อด้วยโลหะขนาดเท่าองค์จริง  มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับประวัติชีวิตของท่าน  ตั้งอยู่ที่บริเวณวนอุทยานแห่งชาติเขาพนมสวาย ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์

พระอาจารย์ดูลย์ อตุโล (พระราชวุฒาจารย์)  เป็นพระเถระผู้บำเพ็ญประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่นอย่างมหาศาล  เสียสละแรงกายแรงใจในการเผยแพร่พระธรรมคำสอนของพระบรมศาสนา  ทั้งทางด้านปริยัติและปฏิบัติตลอดระยะเวลา ๗๔ พรรษา  แห่งการดำรงชีวิตอยู่ใต้ร่มกาสาวพัสตร์ของท่าน  ท่านได้อุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนา ปฏิบัติธรรมวินัยได้อย่างถูกต้อง บริสุทธิ์ และบริบูรณ์ทุกประการ

ที่มา http://www.dharma-gateway.com/mo ... doon-hist-01-01.htm
สาธุ
69#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-31 02:04 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

อตุโล มิมีใดเทียบ วันทามิ  
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้