
ประตูกุฎิที่กำลังจะเปิดออกมา อีกไม่ถึง "อึดใจ" เบื้องหน้าผมจะได้ "ยลโฉมประสบพักตร์" พระภิกษุที่ผมได้ยิน ได้ฟังถึง "คุณวิเศษ" ที่หลวงพ่อพร่ำพูดให้ผมรบทราบ มาโดยตลอดจนทำให้ผมต้องมายืนหน้ากุฏิท่าน ณ เวลานี้ เสียงการทำงานของหัวใจผมดูจะทำงานผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด พิจารณาดูถึงได้รู้ว่ามันเป็นอาการ "ตื่นเต้น !"ถ้าหากย้อนเวลากลับไป "มันเหมือนสิบสี่อีกครั้ง"และเมื่อประตูกุฏิเปิดจนสุดบานประตู "เห็นสรีระเจ้าของกุฏิ"ผมตกตลึง น้ำตาแทบไหลพราก มโนภาพที่จิตและสมองผมบรรจงสร้างถึงความยิ่งใหญ่ที่น่าจะเป็นไปอย่างที่จินตนาการ แทบพังทลายหายสิ้น พระภิกษุที่ปรากฏในสายตาเบื้องหน้าผม "ท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ที่พิการเป็นง่อย" ท่านถามว่ามาหาใครมีธุระอะไรกัน ? ขณะที่ผมยืนจัดระบบความคิดที่กำลังสับสนให้เป็นระเบียบ หลวงพ่อท่านหันมามองหน้าผม ท่านคงจะนึกขำที่เห็นผม"ต้องมนต์นะมหางง" เมื่อสติกลับมาผมรีบทรุดตัวลงกราบท่านทันที เพราะพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนเสมอว่าคบคนอย่าดูหน้าให้ดูที่ใจ (แต่ใจมันดูยากชมัด)พระอริยะสงฆ์ไม่ได้สำเร็จที่สิริโฉมเลอเลิศ แต่ท่านสำเร็จที่ใจคิดได้อย่างนี้ทำให้ความรู้สึกผมดูดีมากขึ้น หลวงปู่ไม่อยู่หรือ? หลวงพ่อถามพระภิกษุสงฆ์องค์นั้นหลวงปู่อยู่ ท่านไปขุดเผือกอยู่ในป่าข้างๆกุฏิ พระภิกษุสงฆ์องค์นี้ไม่ใช่อาจารย์ของหลวงพ่อ ! อาจารย์หลวงพ่อกำลังขุดเผือกอยู่ในป่า !(พระภิกษุสงฆ์ที่ผมพบองค์แรก ทราบต่อมาภายหลังว่าท่านชื่อหลวงตาแรม ท่านเป็นพระลูกวัด พิการมาแต่กำเนิด แต่จิตใจท่านมิได้พิการเยี่ยงสังขารหลวงปู่ท่านให้มาเฝ้ากุฏิของท่าน)
ผมกับหลวงพ่อมานั่งรอหลวงปู่ใต้ร่มไม้ ผมได้มองไปที่กุฏิหลวงปู่ซึ่งเป็นกุฏิไม้หลังเล็กๆ ยกพื้นสูงมีบันไดทางขึ้นไม่กี่ขั้น ด้านหน้าของกุฏิมีโอ่งน้ำฝนที่ท่านกักเก็บไว้สำหรับดื่มกิน มีฝาปิดโอ่งอย่างเรียบร้อยดูความเป็นอยู่ของท่านสมถะเป็นยิ่งนัก บริเวณรอบๆก็เต็มไปด้วยต้นไม้ ดูสงบร่มรื่นเต็มไปด้วยไก่บ้านและไก่ป่า ขณะที่คิดอะไรต่างๆ นานา ก็ได้ยินเสียงกระแอมกระไอมาจากป่า เป็นสัญญานให้รู้ว่า หลวงปู่ท่านกำลังเดินออกมาจากป่า หัวใจของผมเริ่มทำงานผิดปกติอึกครั้งสายตาก็จับจ้องไปที่เงาลางๆ ที่กำลังจะแทรกกายออกมาจากแมกไม้นานาพันธุ์แทบไม่กระพริบสายตา ใจเต้นระทึกยิ่งกว่ากลองสะบัดชัยประหนึ่งแม่ยกที่รอศิลปินในดวงใจ กำลังออกจากหลังฉากก็ปานนั้น ผ้าจีวรสีเหลืองเคลื่อนตัวตัดกับสีเขียวแห่งกิ่งและใบไม้ กำลังเด่นชัดขึ้นมาเรื่อยๆเรือนร่างของหลวงปู่ก็ปรากฏเด่นชัดแก่สายตา ท่านนุ่งผ้าสบงด้านบนเปลื่อยเปล่ามีผ้าจีวรผาดบ่าซ้าย มือซ้ายถือเสียม ส่วนมือขวาถือถุงซึ่งบรรจุหัวเผือกแทบล้น ผมละสายตาหันมามองหน้าหลวงพ่ออีกครั้งเพื่อจะขอคำ"ยืนยัน " ท่านพยักห้าแล้วพูดว่า "นี่แหละหลวงปู่" ผมหันหน้าไปมองหน้าท่านอีกครั้ง สายตาจับจ้อง สมองบัญชาการ จิตรายงานความรู้สึก"แรกพบประสบพักตร์" ดูท่านมีเสน่ห์เมตตาลุ่มลึก มีพลังตบะ อำนาจเดชา เร้นลับ แปลกมหัศจรรย์กว่าพระภิกษุ หลวงพ่อ ครูบาอาจารย์องค์อื่นที่เคยสัมผัสพานพบประสบ หลวงปู่ท่านเดินไปที่โอ่งน้ำข้างกุฏิ ก่อนที่จะวางเสียมและถุงเผือกไว้ข้างๆโอ่งน้ำท่านเปิดโอ่งอ่างน้ำล้างมือ ล้างหน้าก่อนที่จะเดินมาหา หลวงพ่อและผมที่รอคอยท่านอยู่ที่แคร่ไม้ไผ่เล็กๆ ใต้ร่มไม้ (ซึ่งคนที่เคยไปกราบท่าน จะทราบทันทีว่าเป็นดั่งห้องรับแขก V.I.P. ของหลวงปู่) มาหาอะไรกัน ? เป็นประโยคแรกที่หลวงปู่ทักทาย พาโยมมากราบหลวงปู่ครับ ส่วนผมเอาของมาให้หลวงปู่บรรจุให้ครับ หลวงพ่อตอบคำถามและแจ้งความจำนงค์"เอาไปไว้บนกุฏิเดี๋ยวจะทำให้" หลวงพ่อขอตัวนำวัตถุมงคลไปไว้ที่กุฏิปล่อยให้ผมกับหลวงปู่อยู่กันตามลำพัง หลวงปู่ถามผมว่าแล้วโยมล่ะมาหาอะไร ? ผมไม่ได้มาหาอะไรครับ ผมอยากมากราบหลวงพ่อครับ! พระดังๆ เยอะแยะทำไมไม่ไปกราบมากราบอะไรกับพระป่า บ้านนอก ขุดเผือกขุดมัน ไม่เห็นจะมีดีตรงไหน หลวงปู่กล่าวถ่อมตัวไว้อย่างน่ารักน่าชัง เป็นอย่างยิ่ง หลวงปู่ครับ หลวงปู่ชื่ออะไรครับ ? "ชื่น" แล้วฉายาล่ะครับ "ติคญาโณ" (ติคญาโณ แปลว่าผู้มีญาณอันแก่กล้า) หลวงปู่ครับถ้าผมไปกราบพระจะทราบได้อย่างไรว่าท่านเป็นพระอริยะ ครับ ? ดูยากหน่อยน่ะ ถ้าภูมิธรรมเราต่ำ ท่านก็จะลดภูมิธรรมมาระดับเดียวกันกับเรา ถ้าท่านแสดงธรรมสูงไป เราก็ไม่เข้าใจนอกจากภูมิธรรมเสมอกันถึงจะรู้ แล้วหลวงปู่ให้องค์ภาวนาอะไรครับ? "สัมมาอรหัง" ผมนั่งสนทนาอยู่กับหลวงปู่สักพักใหญ่ท่านก็เดินขึ้นไปบนกุฏิ กลับมาพร้อมกับผ้ายันต์สีขาวใส่กรอบไม้เรียบร้อยเบ็ดเสร็จ ซึ่งเป็นผ้ายันต์ที่ท่านเขียนขึ้นเองกับมือท่านส่งมาให้ผม เอ๊า...หลวงปู่ให้ ใช้อย่างไรครับ ? ผมถามหลวงปู่ "ปราถนาอะไร ก็จุดธูปขอเอา เขาเรียกผ้ายันต์สิวลี จุดธูปบูชา 9 ดอก...เด้อ..."
|