จขกท.: SCP

>> แรกพบประสบพักตร์ <<

[คัดลอกลิงก์]

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:19:10 | แสดงทุกชั้น
  หลวงปู่ครับ....วันนั้นหลวงปู่จะทราบไหมครับ ว่าหลวงปู่ได้ "ตอกตรึง ตะปู แห่งศรัทธาไว้กลางใจผม สะจนมิดเล่ม"และผมยังเชื่อสนิทใจว่า "ตะปูแห่งศรัทธา"ของหลวงปู่ชื่น ยังไม่สิ้นมนต์ขลัง ยังคงความศักดิ์สิทธิ์

          ปัจจุบันตะปูยังคงแผลงฤทธิ์ ลุกลามใหญ่โต ตอกตรึงดวงใจศิษย์อีกมากมาย ไปอีกนานแสนนานครับ ถึงแม้ ไม่เคยเห็นหน้าหลวงปู่ก็เถอะก็ไม่อาจหลีกหนี  ตะปูแห่งศรัทธานี้ไปได้ สักพักท่านก็ชักชวนผมกลับไปยังห้องรับแขก วีไอพี ณ จุดเดิม ระหว่างเดินกลับ หลวงปู่ได้พูดขึ้นมาว่า อีกไม่ถึง 10 นาที เดี๋ยวจะมีคนมาหา มาอย่างไรครับ? ผมถาม...มารถกะบะ...หลวงปู่ตอบ...สีอะไรครับ? สีเขียว...หลวงปู่ตอบ  มากี่คนครับ...หลวงปู่มองหน้าผม  ท่านคงจะรำคาญ ตอนนี้ท่านตอบเสียชุดใหญ่ไม่ต้องให้ผมถามอีก มา 5 คน ผู้หญิง 2  ชาย 3 หมายเลขทะเบียนรถ...........(จำไม่ได้)จังหวัดนครราชสีมา   เมื่อมาถึงที่รับแขก หลวงปู่ท่านได้เดินขึ้นไปบนกุฏิ  ส่วนตัวผมก็นั่งรอลุ้นด้วยใจระทึกว่า อีกไม่ถึง 10 นาทีข้างหน้า  คำพูดของหลวงปู่ชื่นจะเป็นความจริงไหมหนอ?  

          ครู่เดียวรถ...ตามคำที่หลวงปู่ได้ทำนายไว้ ก็วิ่งเข้ามาในวัด ซึ่งก็เป็นดั่งที่หลวงปู่พูดไว้จริงๆ ครับ!ผมก็เลยเดินเลี่ยง เพื่อที่จะไปเข้าห้องน้ำและให้โอกาส ศิษย์ที่เดินทางมาไกล ได้กราบนมัสการหลวงปู่ได้อย่างเต็มที่ พักหนึ่ง ชายคนขับรถก็ได้เดิน มาเพื่อจะเข้าห้องน้ำเมื่อออกจากห้องน้ำ ผมกับเขา  เลยได้พบปะพูดคุยกัน ถึงเรื่องราวต่างๆนาๆ  และทราบต่อมา จากปากชายดังกล่าวว่า การมากราบนมัสการหลวงปู่ในครั้งนี้ ไม่ได้มีการนัดหมายกับหลวงปู่ชื่นไว้ล้วงหน้า คุยกันสักพักเขาก็ขอตัวขึ้นไปหาหลวงปู่บนกุฏิ  ผมเดินมาหยุดที่ใต้ร่มไม้ ห่างจากประตูกุฏิประมาณ 10 เมตร ผมแอบมองดูหลวงปู่ด้วยความชื่นชม ในความยิ่งใหญ่แห่งบารมีธรรมและบารมีแห่งความเมตตาซึ่งมีแก่เหล่าศิษย์  หวนคิดถึงคำสอนริมสระ  "จิตที่ฝึกดีแล้ว เหมือนน้ำใส กำหนดดูอะไร ก็รู้ ก็เห็น"

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:19:32 | แสดงทุกชั้น
พระกับผี

บ่อยครั้งเหลือเกินสำหรับทุกท่านที่นิยมชมชอบเรื่องลึกลับวิญญาณ ไสยศาสตร์ลี้ลับ ที่จะรับรู้เรื่องราวระหว่าง
"
พระกับผี"ร้อยเรื่องราวชวนพิศวงพันลึกพิศดารจนสมองซีกขวาของหลายๆท่านต้องทำงานหนักกับเรื่องที่

"
เขาเล่าว่า"

เมื่อฟังเรื่องราวระหว่างพระกับผีจบแล้วสมองซีกขวาก็ต้องทำงานหนักอีกครั้งเพื่อหาบทสรุปและ

หาคำตอบให้ตนเองตามหลักการและกำลังความสามารถกับพื้นฐานที่ตนเองถุกปลูกฝังมาเช่นไร

มากคนปลงใจเชื่อ

หลาย คนเชื่อครึ่งๆกลางๆ

และก็อีกไม่น้อยที่ไม่เชื่อเลย

ผมไม่มีเจตนา ที่จะชี้ชัดว่าให้เชื่อหรือไม่ให้เชื่อแต่เห็นว่าเป็นประสบการณ์ตรงจากศิษย์ที่ศรัทธาในวัตถุมงคล

ของหลวงปู่ชื่นที่ถ่ายทอดเรื่องราวให้ผมฟังเมื่อครั้งหลวงปู่ชื่นท่านยังมีชีวิตอยู่

และเห็นว่าสมควรที่จะถ่ายทอดให้ชนรุ่นหลังได้รับรู้และรับทราบ

เรื่องราวพระกับผีไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ในอดีตที่เรารับรู้และรับทราบมาก็มีอยู่อีกมากโข

จึงขอยกตัวอย่างเพื่อรำลึกถึงเรื่องราว"พระกับผี"พอเป็นกษัย  


ก่อนที่จะรับทราบเรื่องราวของหลวงปู่ชื่น

เรื่องที่โด่งดังและเป็นที่ทราบกันดีโดยทั่วกันคงหนีไม่พ้นเรื่อง

สมเด็จพุฒาจารย์โตกับแม่นาค พระโขนง



     ตามตำนานเล่ากันว่า ในสมัยของรัชกาลที่4 เมื่อครั้งที่แม่นาคออกอาละวาดหลอกหลอนผู้คนอย่างหนัก และครั้งหนึ่งข่าวแม่นาคหลอกหลอนหนักโดยเฉพาะที่แยกมหานาค(ในปัจจุบัน) ทำให้สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) ได้มาทำการสะกดวิญญาณความเฮี้ยน และเจาะกะโหลกผีแม่นาคเอามาขัดเป็นมันลงอักขระอาคม ทำเป็นปั้นเหน่งคาดเอว ซึ่งหลังจากนั้นได้นำปั้นเหน่งไปเก็บรักษาไว้ที่วัดระฆังโฆสิตาราม

     ครั้นเมื่อท่านชรามากแล้วได้มอบปั้นเหน่งกระดูกหน้าผากแม่นาคนี้ไว้กับหม่อมเจ้าพระพุทธบาทปิลันทน์ซึ่งในภายหลังท่านได้เป็นหม่อมเจ้าสมเด็จพระพุฒาจารย์ (ทัต)ต่อมาท่านได้ประทานปั้นเหน่งแม่นาคให้กับหลวงพ่อพริ้งหรือพระครูวิสุทธิ์ศิลาจารย์ แห่งวัดบางปะกอกซึ่งภายหลังได้นำเอาปั้นเหน่งอันนี้มาถวายแด่กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ในเวลาต่อมาก่อนที่ปั้นเหน่งแม่นาค จะถูกเปลี่ยนมือไปอีกหลายทอดและหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างไรก็ตาม "ปั้นเหน่งหรือกะโหลกหน้าผากแม่นาค"ถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่หลงเหลือและจับต้องได้เพียงชิ้นเดียวจากตำนานรักอมตะระหว่างผีกับคน ที่ไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าของศักดิ์สิทธิ์จากตำนานรักแม่นาค ตกทอดไปอยู่ในมือของผู้ใด?

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:20:04 | แสดงทุกชั้น
หลวงพ่อกี๋กับคนรับใช้



ในเขตอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรีถ้าเอ่ยชื่อท่าน พระครูกิตตินนทคุณ หรือที่ชาวบ้านทั่วไปขนานนามท่านว่าหลวงพ่อกี๋ วัดหูช้าง ส่วนใหญ่ผู้คนจะรู้จักท่านเป็นอย่างดี ว่าท่านเป็นอดีตพระเกจิอาจารย์ ที่เชี่ยวชาญและเก่งกล้าทางด้านคาถาอาคมการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ผีเข้าหรือถูกคุณไสยต่างๆ

สมัยท่านมีชีวิตอยู่ใครมีเรื่องเดือดร้อนหรือต้องการให้ท่านขจัดปัดเป่า ท่านก็เมตตาช่วยเหลือให้ทุกรายไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ แม้ปัจจุบันท่านจะมรณภาพไปนานหลายปีแล้วก็ตาม แต่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านก็ยังเป็นที่กล่าวขานตลอดเวลา

และยังเป็นที่พึ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจยามทุกข์ยากเดือดร้อนด้วยเรื่องต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ผีเข้าเจ้าสิง หรือเรื่องอื่นๆ

หลวงพ่อกี๋นอกเหนือจากความขลังในอาคมและวัตถุมงคลแล้วท่านยังมีความเชี่ยวชาญ

ในเรื่องผีเจ้าเข้าสิงเป็นที่เลื่องลือ

สมัยก่อนวัดหูช้างจะมีโกดังเก็บศพหลวงพ่อกี๋ท่านมักจะเข้าไปทำสมาธิในนั้นอยู่เสมอ
ในสมัยนั้นชาวบ้านคนไหนถูกผีเจ้าเข้าสิงญาติๆมักจะนำมาให้หลวงพ่อกี๋ทำพิธีไล่ออกให้

เรียกว่าผีตนไหนที่ว่าเฮี้ยนๆ ที่ว่าแน่ๆ เจอหลวงพ่อกี๋เป็นอันจอดทุกราย

วิธีการของหลวงพ่อกี๋ท่านจะเรียกวิญญาณลงหม้อแล้วจึงทำพิธีส่งเขาไปเกิดในภพภูมิตามกุศลกรรมที่กระทำมา

มีอยู่ครั้งหนึ่งท่านมีกิจนิมนต์ออกนอกวัดตอนขากับได้มีวิญญาณผีผู้ชายท่านหนึ่งตามท่านมาและขออยู่รับใช้ท่าน
ทราบชื่อต่อมาภายหลัง ว่าชื่อ ไอ้บังท่านมักจะเรียกว่าคนรับใช้

ครั้งหนึ่ง.

หลานของหลวงพ่อกี่ ได้เดินทางมาปรึกษาหลวงพ่อกี๋เกี่ยวกับบ้านที่พักอาศัยอยู่ว่าที่บ้านมีเสาตกน้ำมัน

และมักจะมีเหตุการณ์แปลกๆอยู่เสมอเหมือนมีธาตุพลังงานบางอย่างมาพักอาศัยอยู่รวมชายคาด้วย
โดยที่ไม่สามารถมองเห็น ด้วยตาเนื้อแต่..สัมผัสรับรู้ได้ว่ามี

ด้วยความไม่สบายใจอยากจะให้หลวงพ่อกี่ ตรวจดูให้หน่อยว่า ดีหรือไม่ดีอย่างไร

หลังจากแจ้งความจำนงค์ให้หลวงพ่อกี่ ทราบสักพักท่านก็ตะโกนออกไปว่า..

เฮ้ย..ไอ้บังมึงไปดูบ้านให้เขาหน่อยซิ..

หลังจากนั้นหลวงพ่อกี่ ท่านก็ได้สนทนาสัพเพเหระกับหลานของท่าน  เพียงแค่ชั่วครู่เดียว

หลวงพ่อกี่ท่านก็ พูดขึ้นมาว่า..

ไอ้บัง มันไปดูบ้านของมึงมาแล้ว มันบอกเห็นแต่ กุมารเด็กเล่นม้าก้านกล้วยอยู่ในบ้าน
เสาตกน้ำมันนะดี มีกุมารเด็กแฝงอยู่ในนั้น ให้จัดอาหาร เสื้อผ้าของเล่นให้เขาด้วย

มีเหตุการณ์สำคัญที่สมควรจะบันทึกไว้ ที่พอจะสามารถยืนยันได้ว่าผีไอ้บัง มีจริงๆ
ช่วงเช้าของวันหนึ่งญาติโยมได้พายเรือเดินทางมาถวายอาหารเช้าที่วัด

สมัยนั้นหน้าวัดหูช้าง คือ คลองหลังวัดในปัจจุบัน
ห้วงเวลานั้นไม่ใช่ช่วงฤดูกาลน้ำหลากน้ำในคลองหน้าวัดจึงมีปริมาณแห้งขอดเห็นขี้ตม ดินเลนและบ้างช่วงก็มีน้ำขังเป็นช่วงๆ สลับกันไปต้องออกแรงใช้ไม้ไผ่ค้ำ ดันเรือ เพื่อให้แล่นออกไป

หลังจากถวายอาหารเช้าแล้วเสร็จโยมที่น้ำอาหารมาถวายหลวงพ่อกี่ได้กราบลากลับ  พอขึ้นเรือได้สักพักหลวงพ่อกี่ ท่านก็ตะโกนเสียงดังฟังชัดว่า..  ไอ้บัง เอยไปส่งโยมเขาหน่อย โว้ย !!!

ทันที ที่สิ้นเสียงหลวงพ่อกี่  เรือของโยมท่านนั้นก็แล่นออกไปเองโดยไม่ต้องพายหรือใช้ไม่ไผ่ค้ำแต่อย่างใด
จนเรือมาอยู่นิ่งเมื่อถึงหน้าบ้านของโยมดังกล่าว..

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:21:58 | แสดงทุกชั้น
หลวงปู่ชื่น ติคญาโณ



ท่านเป็นพระภิกษุที่มีความกรุณาเมตตาอย่างสูงต่อผู้ที่มีความกตัญญูกตเวทีเคารพรักศรัทธาในตัวท่าน

เรื่องเกี่ยวกับวิญญาณที่เคารพรักหลวงปู่ชื่นมาขออยู่ปรนนิบัติรับใช้

หลวงปู่ชื่นท่านก็มีเหมือนกันเรียกว่า...เต็มใจมา

โดยหลวงปู่ชื่นมิได้บังคับ จองจำ หรือผูกวิญญาญ แต่อย่างใด

ด้วยกุฏิที่ท่านพักอาศัยจำวัดอยู่บริเวณป่าช้าเก่า อาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งก็ได้

ที่ทำให้ชีวิตท่าน เกี่ยวข้องกับโลกแห่งวิญญาณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เรื่องมีอยู่ว่า.

ช่วงสายของวันหนึ่งได้มีคณะศรัทธา6-7ท่าน ได้เดินทางมาวัด  

ทราบต่อมาว่าได้เดินทางมาจากกรุงเทพมหานคร

ใช้รถตู้รับจ้างเป็นพาหนะในการโดยสารด้วยมีเป้าหมายหลัก คือ..

ต้องการจะมาบูชาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นที่คณะศรัทธาได้ยินได้ฟัง

คำกล่าวขานเสียงร่ำเสียงลือว่า..


วัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่น โคตร..ศักดิ์สิทธิ์

วัตถุมงคลที่ได้รับการอธิฐานจิตจากหลวงปู่ชื่นไม่เป็นสองรองใครพลังจิตของหลวงปู่ชื่นสูงมาก

เทียบเท่าคณาจารย์รุ่นเก่าหลายๆท่านหลังปี 2500
เมื่อคณะศรัทธาได้เดินทางมาถึงวัดเมื่อลงจากรถได้ ต่างคนก็รีบกุลีกุจอขึ้นกุฏิ ทันที..

ส่วนคนขับรถตู้ด้วยขอตัวนอนหลับผักผ่อนเอาแรงเพราะจะต้องตีรถกลับเข้ากรุงเทพ

ทันที่หลังคณะศรัทธาเสร็จกิจจากการกราบนมัสการหลวงปู่ชื่น


คณะศรัทธาได้ขึ้นมากราบสนธนากับหลวงปู่ชื่นชั่วครู่ก็เข้าประเด็นเรื่องวัตถุมงคล ทันที
เกินกว่าจะหยั่งจิตห้ามใจอีกต่อไปไว้ได้

จึงได้บอกกล่าวหลวงปู่ชื่นว่าต้องการชมวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่น


เมื่อหลวงปู่รับทราบถึงความจำนงค์


หลวงปู่ชื่นท่าน  ทำท่าทางขยับตัวจะลุกจากอาสนะเพื่อไปหยิบวัตถุมงคลให้คณะศรัทธาชม

อยู่ๆ ท่านก็เปลี่ยนใจ ไม่ลุกขึ้น แต่กับเปล่งเสียงออกไปว่า.

อีนางน้อยหยิบพระให้หลวงปู่หน่อย..


ชั่วครู่..นั้นเอง

มีมือเด็กยื่นออกมาจากห้องของหลวงปู่ชื่น

พร้อมพระเครื่องที่กำอยู่ในมือ ส่งมาให้หลวงปู่


(ซึ่งจุดที่หลวงปู่ชื่นนั่งกับประตูห้องที่เปิดอยู่ห่างกันไม่มาก)

จากคำบอกเล่า..รายงานว่าเห็นแต่มือยื่นออกมาเลยข้อศอกไปนิด

ซึ่งสีผิวจะขาวแตกต่างจากสีผิวคนทั่วไป

และชายหนึ่งในกลุ่มเกิดความสงสัยว่าหลวงปู่ชื่นเป็นพระ

เหตุใดจึงนำเด็กผู้หญิงมาไว้ในห้องจำวัตรของท่าน

จึงถือวิสาสะลุกขึ้นเดินไปดูที่ห้องทันที..

ซึ่งพบแต่ความว่างเปล่า  !!!

ห้องของหลวงปู่ชื่นไม่ได้ใหญ่มาก

และไม่มีที่จะให้หลบซ่อนแต่ประการใด...

หรือเด็กจะกระโดนหนีทางหน้าต่างยิ่งเป็นไปไม่ได้ใหญ่เพราะหน้าต่างก็ปิด

และช่วงเวลาที่เห็นมือเด็กยื่นออกมา

กับช่วงที่ลุกขึ้นไปสำรวจห้อง ระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 10.วินาที

ไม่ท่านแรกที่เข้าไปสำรวจห้องของหลวงปู่ชื่นแต่ไม่เจอเด็กแต่ประการใด.

จึงร้องอุทานเสียงหลง ว่า...

ไม่เห็นมีเด็กเลยแล้วมือที่เห็นเป็นมือใคร  ???เป็นเรื่องล่ะที่นี้..คณะศรัทธาที่มาด้วยกันก็จุลีกุจอลุกขึ้นมาที่ห้องของหลวงปู่ชื่นกันใหญ่

พร้อมกับช่วยกันกวาดสายตาไปทั่วห้องแต่ไร้ซึ่งเงาเจ้าของมือปริศนา..ดังกล่าว

จึงเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ กัน อยู่ชั่วครู่

ก่อนที่จะตั้งคำถามกับหลวงปู่ชื่นเพื่อบีบเค้นหาความจริงให้ได้ว่ามือปริศนา

เป็นมือของใคร..???
หลวงปู่ชื่อท่านไม่ตอบ หรือ ให้ความกระจ่างอันใด

มีแต่รอยยิ้ม สลับกับ เสียงหัวเราะ แทนคำตอบ

เมื่อทราบว่าไม่ได้คำตอบจากหลวงปู่ชื่นแน่นนอนทุกคนก็กลับมาให้ความสนใจกับวัตถุมงคลอีกครั้ง

และเมื่อได้วัตถุมงคลที่ทุกท่านต้องการ ตามตั้งใจและความปรารถนา

ตามที่ตั้งใจกันมาแต่แรก ครั้นเสร็จสมอารมณ์หมายแล้ว

จึงกราบลาหลวงปู่ชื่นเพื่อเดินทางกลับ


หลังจากทุกคนขึ้นรถตู้เพื่อเดินทางกลับ  


ขณะที่รถ..กำลังเคลื่อนตัวออกไปจากข้างกุฏิของหลวงปู่ชื่น



เสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานา ถึงมือปริศนาก็ดังขึ้นอีกครั้ง ภายในรถตู้

คนขับรถ ก็พูดขึ้นมาว่าผมไม่เชื่อ พวกคุณอดหลับอดนอนมาทั้งคืนอาจจะตาฝาดกันก็ได้

พร้อมกับเสียงหัวเราะ ลั่น

ชั่วครู่..!!! เสียงคนในรถสามสี่ท่าน ก็ตะโกนเตือน คนขับรถตู้เกือบจะพร้อมๆกันว่า..

ตอไม้ พี่ ๆ ตอไม้  ระวังรถจะชน
แต่คนขับรถพูดตอบกลับมาว่า.. นั่นมันหมาไม่ใช่ตอไม้ครับ พร้อมกลับเหยียบคันเร่งต่อไป

คงคิดว่าหมาคงจะวิ่งหนีไปเอง



พักเดียว..รถตู้เหมือนชนอะไรบางอย่างเสียง..สปอยเลอร์หน้าแตกเสียงดังลั่น

เมื่อคนขับรถตู้ลงไปดู กลับเป็นตอไม้จริง ๆไม่ใช่หมาอย่างที่ตนเองเห็น


จึงเกิดความคิดว่าตนเองคงจะคิดดูถูกดูแคลนหลวงปู่แก่ๆในกุฏิไม้เล็กๆท่านนั้น

จึงขอนุญาติผู้ว่าจ้างถอยรถเพื่อไปกราบขมาหลวงปู่ชื่น

เมื่อกราบขอขมาเเทบเท้าหลวงปู่ชื่นแล้ว



หลวงปู่ชื่นท่านได้พูดขึ้นมาว่า..

สิ่งที่ไม่เคยเห็น อย่าคิดว่ามันไม่มีอยู่จริง



บทความผลงานการเขียนของ อ.สรายุทธ

โพสต์นี้มีไฟล์แนบเพิ่มเติม

คุณต้อง เข้าสู่ระบบ ก่อนจึงจะสามารถดาวน์โหลดหรือดูได้ ยังไม่มีบัญชีใช่ไหม สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

×

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:23:34 | แสดงทุกชั้น
~.อ้อมกอดสุดท้าย.~

หลวงปู่ชื่นท่านเป็นพระเก่งมากบารมี
แต่ชอบเก็บตัวไม่ค่อยสุงสิงกับใคร

เรื่องความรักความเมตตาที่มีต่อศิษย์มากมายเหลือคณานับดั่งมหาสมุทรที่ไร้ฝั่ง

เคยมีเด็กญ. แถวๆวัด เกิดมาไม่ค่อยแข็งแรงนัก ทราบมาว่าเป็นโรคโปลิโอ

หลวงปู่ก็ใช้พระเวทพระมนต์รักษาจนหาย

ไปแข่งตะกร้อโรงเรียนหลวงปู่ท่านก็เมตตาลงยันต์ที่เท้าให้จนได้แชมป์

เด็กคนนี้เมื่อก่อนมักจะมาส่งข้าวให้หลวงปู่อยู่เสมอ

หลวงปู่ท่านก็ให้เงินไปโรงเรียนเป็นค่าตอบแทน
ซื้อโทรทัศน์โทรศัพท์ให้

หลวงปู่ท่านไปไหนมาไหนกลับมาก็มีของมาฝากเสมอ

สืบต่อมาแม่เด็กคนนี้ล้มป่วยเป็นมะเร็งหลวงปู่ท่านก็ให้ผมไปหาโน่นนี้นั่น ตามที่ท่านสั่งเพื่อจะมารักษา แต่ก็ไม่ดีขึ้น

หลวงปู่ท่านว่า..แกหมดอายุขัยแล้วต่อไม่ติด

ฝ่ายทางลูกสาวผู้ป่วยก็วิ่งไปหาหมอดูที่ร่ำลือกันเป็นยิ่งนักว่า..

หมอดูตาทิพย์แม่นยำฉมังสุด

หมอดูแกว่า..

อีก3 วันผู้ป่วยก็จะสิ้นใจ

ลูกสาวถึงกับกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ไหวการพลัดพรากศาสดาท่านว่า..

เป็นเรื่องธรรมดาไม่จากวันนี้วันหน้าก็ต้องพราก

แต่คนสมัญชนคนธรรมดาๆอย่างเราๆ ท่านๆ ไม่ได้ถูกฝึกจิตถึงขั้นอริยะบุคคล

การสูญเสียของอันเป็นที่รักแห่งตน

จึงเป็นเรื่องที่ทรมานจิตใจเป็นยิ่งนัก

ดั่งวลีที่ว่า..

ไม่เจอกับตัวเองไม่รู้หรอก


เพื่อให้ผู้อ่านจิตตนาการให้เห็นภาพได้ชัดขอยกตัวอย่างสมมุติ..

วันเวลาดังนี้ครับ..

สมมุติว่า..ไปดูหมอวันอาทิตย์

หมอดูบอกว่า..

อีกสามวันแม่จะสิ้นใจหมายความสมมุติว่า..

วันพุธแม่จะเสีย

เผอิญวัน ศุกร์  จะเป็นวันครบรอบวันเกิดของลูกสาว

ทางลูกสาวจะมาเล่าเรื่องราวที่ไปดูหมอมาเล่าให้หลวงปู่ฟัง

หลวงปู่ท่านว่า..จริงของเขา

ให้อีนางทำใจนะอย่างไงหลวงปู่ก็ไม่ทิ้งเอง


หลวงปู่เจ้าขา..อย่างไงหนูขอให้แม่มีอายุถึงวันเกิดหนูนะเจ้าค่ะ



หลวงปู่ท่านนั่งเงียบ

ไม่มีใครล่วงรู้และทราบได้ว่า..

ท่านกำลังคิดอะไรอยู่.

ก่อนที่ท่านจะพูดขึ้นมาว่า..

อีนางเอ็งกลับบ้านไปดูแม่เถอะ

คืนนี้หลวงปู่จะลองขอเขาให้


ค่ำคืนของวันพุธ

ตามกำหนดการที่พญามัจจุราชท่านกำลังทำหน้าที่ของท่าน อย่างเที่ยงตรง สมบูรณ์

อาทิตย์อัสดงนกหนูกาไก่ เริ่มกลับรัง


ล่วงเลยเวลามามากกว่า3 ช.ม.

ความมืดมิดปกคลุมไปทั่ว

มีเพียงแสงจันทร์และเเสงไฟน้อยๆ
จากหลอดนิออนเล็กๆดวงหนึ่ง

ลอดแสงมาจากร่องกุฎิเล็กๆหลังหนึ่งที่ตั้งอยู่มุนหนึ่งของป่าช้า

เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องระงมมาชมแสงจันทราว่าเพลานอน

แต่หลวงปู่ท่าน..นั่งรอเวลา

รออะไรสักอย่าง

เพื่อจะทำพิธีการสำคัญบางอย่าง

ด้วยอาการเตรียมพร้อมเสมอ


ราตรีนี้มีเราเพียงสองคนผ่านความทุกข์ทน
ตรากตรําทํางานเพื่อปลดปล่อยบ่วงทุกข์แก่เวไนยะ


นอนเถิดลูกหลานรักพักผ่อนให้สบาย ...
หลวงปู่ชื่นจักปกป้องดูแล

ห้วงเวลาแห่งเวลาที่รอคอยก็บังเกิดขึ้น

เมื่อหริดหริ่งเรไรเงียบเสียงลงอย่างผิดปกติ

ซึ่งแปลกไปจากก่อนหน้านี้

ความสงบเงียบวังเวง  จนรู้สึกได้

ไม่มีแม้นกระทั่งสียงลมกระทบใบไม้

ก่อนที่จะได้ยินแสงนกแสกร้องก้องอากาศ

บินตัดวัดมุ่งตรงไปทางบ้านผู้ป่วย

หลวงปู่ท่านรู้ฤกษ์พระกาฬจร
ท่านจึงทราบว่า.

วันไหน  เวลาใดพระกาฬจะจรมาจากทิศไหน

สิ้นเสียงร้องของนกแสก

อีกหนึ่งพญานกแห่งรัตติกาล
ที่โบราณเชื่อว่าเป็นพาหนะของพระกาฬเจ้า

หลวงปู่ชื่นท่านจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย

ก่อนจะนั่งสมาธิไม่ไหวติง

ทันทีทันใดวินาทีนั้นเอง

อากาศก็กลับพลันป่วนแปรอีกครั้ง

จากก่อนหน้าที่เงียบสงบจนเเทบจะได้ยินเสียงหายใจของตนเอง

ก็บังเกิดกระแสลมดั่งพายุโหมกระหน่ำ
เสียงใบไม้ต้องสายลมทอดเสียงดังเกรียวกราวไปตามทิศทางลม . สนั่น, ดังลั่น,

เสียงอื้ออึงหวีดลั่นเซ็งแซ่ ไปทั้งคุ้งป่าช้า

ประหนึ่งดั่งว่า..

พระกาฬทรงพิโรธที่มีใครมาขว้างภาระกิจอันเที่ยงธรรมของท่าน

ส่วนหลวงปู่ชื่นท่านก็ยังคงนั่งสมาธิสงบนิ่งเยือกเย็น แต่ดูทรงพลังกล้าแข็งดุจหินผา

เปลวเทียนต้องลมจากลมพายุที่ลอดผ่านเข้ามาในกุฎิ


ดูที..รึ..!!

พระเพลิงบนยอดเทียนส่ายไปเอียงมาแสง ไฟ ริบ ห รี จะ ดับ แหล่ มิ ดับ แหล่ ฉาย ไป จน เห็น

ร่างของหลวงปู่ชื่นที่ต้องแสงเทียน สว่าง สลัว สลับกันไปมา ตามแสงของไฟเทียน

ที่บางทีก็ริบรี่บางทีก็สว่าง ด้วยกำลังของลม

ดูช่างน่าระทึกเป็นยิ่งนัก

เวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่ได้จดจำ

ความสงบก็กลับมาอีกครั้ง

เสียงหรีดหริ่งเรไรก็เริ่มส่งเสียงขานรับกันไปมาอีกครั้ง

จากน้อยไปหามากจนเสียงดังลั่นไปทั่ว อีกครั้ง

เปลวเทียนที่ไหวไปมาก่อนหน้าก็สว่างสงบลุกโชติช่วง ดั่งเดิม

ให้ความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมามากโข

หลังจากนั้นหลวงปู่ท่านก็ถอดสมาธิก็ที่จะเข้าห้องจำวัตร

รุ่งเช้าของวันใหม่

ผมก็ไม่ได้คุยอะไรกับท่านแม้นจะมีคำถามมากมายในหัวสมองจากเหตุการณ์เมื่อคืน

ของบางอย่างเราต้องรู้กาลรู้วาระที่เหมาะสม

บางทีบางเรื่อง บางครั้งบางคราว

เราก็ไม่จำเป็นต้องรับรู้ในทันทีทันใดก็ได้

หลวงปู่เป็นพระที่แปลกอยู่อย่าง

เวลาอยากรู้  บางครั้งท่านก็ไม่บอก

แต่พอหมดอยากท่านกลับเล่าให้ฟัง

ผมอยู่กับหลวงปู่ตลอดไปไหนไปกันทำไมจะไม่รู้นิสัยใจคอซึ่งกันและกันดี

ตอนนั้นผมคาดการณ์เอาเองว่าต้องสำเร็จแน่

ผลคือผู้ป่วยไม่หมดลมตามที่หมอดูตาทิพย์ทำนายไว้

ล่วงเลยมาถึงวันครบรอบคล้ายวันเกิดของเด็ก ญ.

เค้าได้มีโอกาสอยู่กับมารดา
ได้กอดมารดาอย่างมีความสุข

ถึงจะเป็น..

อ้อมกอดสุดท้ายของคนทั้งสอง
มันช่างมีความสุขเป็นล้นพ้นเกินจะบรรยาย

ก่อนที่รุ่งเช้าวันต่อมามารดาจะลาลับอย่างไม่วันหวนกลับ


ความลับเรื่องนี้ทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีใครทราบว่า.

ใครเป็นผู้อยู่เบื้องหลังของการขอบิณฑบาตต่อรองกับพญามัจจุราชไว้

มีผมเท่านั้นที่ทราบว่าแผ่นทองเปลวแห่งเมตตา

ที่ปิดหลังพระครั้งนี้


ใครเป็นคนปิด


#.ขอให้เจ้านั้นสุขใจหลวงปู่ก็มีความสุขแล้ว.#


สัจธรรม  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย เป็นธรรมดา.
   

“
พักผ่อนเสียบ้างเพราะว่า ถึงเราจะทำไปมากมายสักเท่าใด ก็เท่านั้นแหละ เมื่อถึงเวลาเข้าจริงๆก็เอาอะไรไปไม่ได้ แม้แต่สักชิ้นเดียว เราต้องทิ้งไว้ในโลกนี้เท่านั้นจึงควรมีการพักผ่อน.”
หลักพิจารณา๕ ประการ: “ อภิณณหปัจจเวกขณะ ”.

      
เรามีความแก่เป็นธรรมดา...หนีความแก่ไปไม่พ้น.

      
เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา...หนีความเจ็บไปไม่ต้น.

      
เรามีความตายเป็นธรรมดา...หนีความตายไปไม่ต้น.

      
เราจะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่รัก  ที่ชอบใจเป็นธรรมดา...เราหนีจากกฎเกณฑ์ข้อนี้ไปไม่พ้น.

      
เราทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว...เราจะหนีจากผลที่เราได้ทำไว้ไม่ได้เด็ดขาด.

“
การทำตามคำสอนของตถาคตก็คือ ไม่โกรธในการประทุษร้ายของโจรคนนั้น  แม้เขาจะเลื่อยขาเราก็ยังไม่โกรธ  เรามีความควบคุมจิตใจได้  เราอดได้เราทนได้เรายิ้มรับกับเหตุการณ์ได้  นั่นแหละชื่อว่าได้  ปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้า.”

“
เธออย่าไปยินดียินร้าย กับคำพูดของคนใดๆ เขาพูดชมเราก็อย่ายินดี พูดติเราก็อย่ายินร้าย.”

“
พระพุทธเจ้าท่านว่าไว้ดีนา  บอกว่าใครมาด่าใครคนหนึ่ง  แล้วใครคนนั้นโกรธด่าตอบอีกคน  คนที่ด่าทีหลังเลวกว่าคนแรก .”

“
อุดมการณ์ของชีวิตไว้ว่า  เราเกิดมาเพื่อความดี  เราอยู่เพื่อความดี  เราจะคิดแต่เรื่องดี  จะพูดแต่เรื่องดีจะทำแต่เรื่องดี  เราจะไม่คิดเรื่องชั่วเรื่องร้าย  เพราะสิ่งนั้นมันจะทำให้เรามีราคาน้อยลงไปจนกระทั่งหมดราคาการเกิดมาแล้วทำให้ตนหมดราคานั่นเขาเรียกว่าเสียชาติที่ได้เกิดมาไม่ได้เรื่องอะไร.”

“
ความจริงแท้นั้นไม่มี  พระพุทธศาสนาสอนเรื่องไม่มี  ส่วนลึกเรื่องไม่มีคือไม่มีสัตว์ ไม่มีบุคคล ไม่มีตัวไม่มีตน ไม่มีเรา ไม่มีเขา ไม่มีอะไรทั้งนั้น

(
ต้องคิดอย่างละเอียด)”.

“
ไปเก็บเอามานั่งกลุ้มใจเล่นๆเรื่องเก่า ๗ วันแล้ว ๓ เดือนแล้ว ๓ ปีแล้ว เอามานั่งคิดให้กลุ้มใจเล่นเหมือนไม่มีงานทำ เป็นคนว่างงาน  เลยหาเรื่องให้กลุ้มใจเล่นมันเรื่องอะไร? ”

การเข้าถึงแก่นแท้ของพระรัตนตรัย
      
การทำอะไรที่เป็นวัตถุนั้น  ทำแต่น้อยพอสมควร  แต่ว่าการทำตนให้เข้าถึงเนื้อแท้ขององค์พระพุทธเจ้านั่นแหละเป็นเรื่องสำคัญ.เราอย่าไปยึดถืออะไร แต่ให้เรารู้ว่าเรามีกายมีใจ  ใจเรานี้จะต้องปฏิบัติเรื่อยๆจนถึงจุดหมายปลายทางคือ “ความพ้นทุกข์”.


บทความผลงานการเขียนของ อ.สรายุทธ

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:23:51 | แสดงทุกชั้น
“เดี๋ยวครุฑก็บินหรอก”
หลวงปู่ชื่นเสกครุฑบิน


เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้เกิดที่วัดแห่งหนึ่งใน กทม.


ปี 43 หลวงปู่ชื่นท่านได้มาจำพรรษาอยู่วัดแห่งหนึ่งใน กทม.   หลวงปู่ชื่นท่านก็เมตตาต้อนรับสงเคราะห์ศิษย์ตามแบบอย่างที่พระเกจิทั่วไปเขาปฏิบัติกันวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 20.00 น. ได้มีชายคนหนึ่งสักอักขระยันต์เต็มตัวทราบชื่อต่อมาภายหลังว่า ชื่อ พี่เสือ ได้นำวัตถุมงคลจากสำนักต่างๆ ใส่พานมาให้หลวงปู่ชื่น ท่านปลุกเสกบรรจุอิทธิคุณเพิ่มหนึ่งในวัตถุมงคลดังกล่าว มีกล่องที่ภายในบรรจุ “พระยาครุฑ” อยู่องค์หนึ่งขณะที่ หลวงปู่ชื่น ท่านบริกรรมพระเวทเพ่งกระแสจิตลงไปสถิตในวัตถุมงคลอยู่นั้นกล่องที่บรรจุ”พระยาครุฑ”อยู่ภายในได้มีการเคลื่อนไหวสั่นอย่างเห็นได้ชัด ประจักษ์แจ้งแก่สายตาทุกคู่ที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นเมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้หลวงปู่ชื่น ท่านจึงหยุดบริกรรมพระเวท ชั่วครู่นึ่งและมองตาไปที่กล่องพร้อมกับพูดบอกเจ้าของวัตถุมงคลว่า “เดี๋ยวครุฑก็บินหรอก”ไม่รู้ว่าหลวงปู่ท่านทราบได้อย่างไรว่าภายในกล่องมีพระยาครุฑอยู่“พี่เสือ” ก็ใช่ย่อย บอก หลวงปู่เสกให้เต็มที่เลยครับ!หลวงปู่ชื่น ท่าน มองหน้าก่อนที่จะหลับตาบริกรรมพระเวทส่งกระแสจิตลงกองวัตถุมงคลอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ทุกคนต้องตกตะลึง!เมื่อโสตประสาทของทุกท่านได้ยินเหมือนเสียง วัตถุอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น“พุ่งเสียดสีอากาศ”


ออกจากกองวัตถุมงคลเสียงพุ่งขึ้นหายไปในท้องฟ้าเมื่อ หลวงปู่ชื่น ท่านถอดจิต ออกจากกองวัตถุมงคล “พี่เสือ”ได้หยิบวัตถุมงคลออกจากพาน พร้อมกับได้เปิดกล่อง “พระยาครุฑ”ปรากฏว่าภายในกล่องมีแต่ความว่างเปล่า ไร้เงาพระยาครุฑ “พี่เสือ”ถึงกับหน้าถอดสีออกอาการไม่สู้ดีนัก จึงได้กราบขอขมา หลวงปู่ชื่นที่กล่าววาจาท้าท้ายท่านพร้อมกับน้ำตาเสือที่รินไหลเพราะ”พระยาครุฑ”องค์นี้ “พี่เสือ” แกรักของแกมาก เป็นของเก่าเป็นมรดกตกทอด เมื่อ หลวงปู่ชื่นเห็นเช่นนั้น ท่านก็รับปากว่า “จะขึ้นไปต่อรองกับเขาให้” คืนนั้นท่านจึงงดรับแขก ให้ญาติโยมที่มากลับกันไปก่อน หลังจากนั้นท่านให้หาพานทองมา 1 ใบพร้อมกับดอกมะลิมาโรยลงในพานโดยหลวงปู่ชื่น ท่านนั่งสมาธิร่างกายไม่ไหวติง จากเวลา 21.00 น.ร่วงระยะเวลาจนมาถึง 04.00 น. คนที่นอนอยู่ร่วมห้องกับหลวงปู่ชื่นก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่างตกลงมาที่พานพร้อมกับได้ยินเสียงหลวงปู่ว่า.....


“ยี้มาแล้วๆ”  


สักครู่หลวงปูชื่นก็เดินออกมา พร้อมกับบอกให้โทรไปบอก “พี่เสือ” ว่าได้ “พระยาครุฑ”กลับมาแล้ว เมื่อ “พี่เสือ” ได้รับโทรศัพท์ก็รีบบึ่งมอเตอร์ไซค์ไปวัดในเวลานั้นเช่นกัน เมื่อได้กราบหลวงปู่อย่างงามๆ 3 ครั้งหลวงปู่ได้ยื่น “พระยาครุฑ”ส่งให้ หลังจากนั้น หลวงปู่ชื่น และ พี่เสือได้สนทนากันได้ใจความว่า “พระยาครุฑ”


องค์นี้เก็บรักษาไว้ดีๆนะเขาทำพิธีมาดี“พี่เสือ” จึงได้เรียนถามหลวงปู่ว่า “ทำไม? พระยาครุฑจึงบินหนีไปละครับ?”


หลวงปู่ชื่นท่านบอกว่า“พระยาครุฑ”เป็นของสูง เวลาทำพิธีควรแยกต่างหาก” เรื่องที่เล่ามานี้สามารถยืนยันถึงพลังจิตตานุภาพของหลวงปู่ชื่น ได้เป็นอย่างดี


บทความผลงานการเขียนของ อ.สรายุทธ

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:24:05 | แสดงทุกชั้น
ใบไม้แห่งชัยชนะ

          เรื่องนี้คณะครูโรงเรียนบ้านตาอีและ อ.บ.ต.ตึ๋ง เป็นพยานบุคคลเรื่องมีอยู่ว่า..เด็กนักเรียนโรงเรียนบ้านตาอีจะเดินทางไปแข่งขันกีฬาฟุตบอลโรงเรียนประจำจังหวัดคณะครูที่คุมทีมได้พานักกีฬาเดินทางมากราบขอพรชัยจากหลวงปู่ชื่น ท่านได้ให้นักกีฬาทุกคนลงไปเก็บ “ยอดใบไม้”มาคนละใบ เมื่อเก็บใบไม้เป็นที่เรียบร้อยครบทุกคนแล้วได้นำใบไม้มาถวายท่าน หลวงปู่ชื่น ท่านรับใบไม้แล้วนำไปใส่พานอธิฐานจิตบริกรรมพระเวทอยู่ชั่วครู่ก่อนจะมอบใบไม้ให้เด็กติดตัว เวลาแข่งขัน ท่านบอกให้เอาใบไม้ทัดหูแต่เด็กกลัวใบไม้จะหล่น จึงเอาหนังยางมามัดใบไม้ใส่กับเสื้อและแล้ววันแข่งขันจริงมาถึงขึ้น “ยอดใบไม้อาคม” ของหลวงปู่ชื่น ได้สำแดงเดชพานักกีฬาชนะทุกรอบจนสามารถทะลุถึงรอบชิงชนะเลิศคุณครู ท่านหนึ่งบอกว่า...ไม่น่าเชื่อนักกีฬาฟุตบอลทุกคนเล่นบอลไม่ค่อยเก่งแข่งขันครั้งใดดูเป็นรองทุกครั้งไปแต่ก็สามารถเอาชนะมาได้ตลอดแปลกมากๆเรียกว่ามาถึงจุดนี้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้แล้ว  ดังนั้นรอบชิงชนะเลิศจะชนะหรือ แพ้ก็ไม่เสียใจ และวันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึงเป็นวันที่นักกีฬาโนเนมม้ามืดที่โดนดูถูกดูแคลนทุกครั้งที่ลงแข่งขันซ้ำยังโดนสบปรามาสว่าที่ทะลุเข้ามาถึงรอบชิงเพราะโชคช่วย(ความจริงหลวงปู่ชื่นช่วย)ก่อนจะเดินทางไปแข่งขันคณะครูที่คุมทีมได้พานักกีฬามาขอพร ให้หลวงปู่ชื่น รดน้ำมนต์ให้เพื่อความเป็นสิริมคลท่านยังพูดกระเช้าเด็กๆ ว่า “เอาถ้วยรางวัลมาให้หลวงปู่ดูหน่อยนะ...!!!”

“
ยอดใบไม้อาคม”ของหลวงปู่ชื่นจะสำแดงเดชอีกหรือไม่? นักกีฬาโรงเรียนบ้านตาอี จะได้เป็นแชมป์หรือเปล่า? จะแพ้หรือชนะ?เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไป


         นักกีฬาคู่แข่งขันก็เป็นแชมป์ประจำจังหวัดมาหลายสมัยเรียกว่า “แชมป์ผูกขาด” ก็ว่าได้ ไอ้เรา... รือ!! ก็นักเตะบ้านนอกที่นักกีฬาในทีมบางคนยังเตะบอลผิดๆถูกๆเมื่อวิถีโคจรมาเจอ “แชมป์เก่า”  ก็ต้องสู้ถวายหัวประกาศเพลงเตะโรงเรียนบ้านตาอีให้จังหวัดบุรีรัมย์ “ตะลึง”เป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้แก่โรงเรียนบ้านตาอี คณะครูหลายๆท่านปากก็บอกว่าถึงจะแพ้ก็ไม่เสียใจ เพราะมาไกลเกินฝันที่คาดไว้แล้วแต่ในใจซิมันก็ยังมีความหวังอยู่ลึกๆอยากให้เด็กเป็นแชมป์เฝ้าแต่ภาวนาทุกครั้งขอให้“ใบไม้อาคม” ของ หลวงปู่ชื่น แสดงอิทธิฤทธิ์อีกสักครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายขอบารมีหลวงปู่ชื่น จงมาโปรดลูกๆด้วยเทอญผลการแข่งขันในวันนั้น...นักเตะโรงเรียนบ้านตาอี มี “ชัยชนะ”โค่นแชมป์เก่าลงอย่างราบคาบ ประกาศศักดาลบคำปรามาส นำถ้วยเกียรติยศและความภาคภูมิใจสู่โรงเรียนบ้านตาอีคณะคุณครูที่คุมทีมไม่ต้องพูดถึงดีใจกระโดดกอดกันจนน้ำตาไหลพรากนักกีฬาทุกคนนำใบไม้ใส่มือพนมเทิดไว้เหนือหัว“ใบไม้แห่งชัยชนะ ใบไม้อาคม ใบไม้แห่งเกียรติยศ”สำหรับใบไม้อาคมเคยขอร้องให้ท่านทำให้ หลวงปู่ชื่น ท่านบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องเอาใบไม้ที่เวลาลมหมุน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “ลมบ้าหมูหอบเอาใบไม้ขึ้นไป”  ถ้าเห็นให้วิ่งเข้าไปใช้ปากคาบใบไม้มาถ้าเอาได้นำมาให้หลวงปู่ชื่น ท่านจะทำให้ ทำเป็นตะกรุดอีกที่หนึ่ง ท่านว่ามีฤทธิ์เท่าหนุมานแต่จนแล้วจนรอดก็คาบไม่เคยได้ซักที คิดถึงทีไรเสียดายทุกที


บทความผลงานการเขียนของ อ.สรายุทธ

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:24:22 | แสดงทุกชั้น
มนต์มหาสะกดจินดามณี

         เรื่องนี้ขอเล่าบูชาคุณครูอีกสักเรื่องเพื่อที่จะยืนยันถึงพลังจิตอันแก่กล้าพร้อมพลังเวทมหัศจรรย์ของหลวงปูชื่น เรื่องนี้ อ.บ.ต. ตึ๋ง เป็นคนเล่าให้ฟังครับครั้งหนึ่ง อ.บ.ต.. ตึ๋ง ต้องการ ไก่ป่าที่อาศัยอยู่ในวัดนำไปเลี้ยงเพื่อนำไปผสมพันธ์ อนุรักษ์สัตว์ป่าไว้จึงได้เตรียมอุปกรณ์จับไก่ป่าติดมือไปด้วย เมื่อเดินทางมาถึงวัดตาอีได้เข้าไปขออนุญาต หลวงปู่ชื่น พร้อมกับชี้แจงว่าจะนำไปอนุรักษ์ เพาะพันธ์ไว้เมื่อหลวงปู่ชื่น ท่านทราบเหตุผล ท่านถามมาว่า “แล้วจะจับอย่างไร?” อ.บ.ต. ตึ๋งบอกว่า “เอาแหมากาง แล้วช่วยกันวิ่งต้อนไก่เข้าแห” หลวงปู่ชื่นท่านหัวเราะใหญ่ ท่านนึกขำถึงวิธีจับไก่ป่า ของ อ.ต.บ. ตึ๋ง  สักครู่ท่านจึงเดินลงมาจากกุฏิพร้อมกับพูดบอก อ.บ.ต. ตึ๋ง ว่า “เองจะเอาตัวไหน?” อ.บ.ต. ตึ๋ง มองดูไก่ป่าพิจารณาอยู่พักหนึ่ง จึงชี้นิ้วไปยังไก่ป่าตัวหนึ่ง หลวงปู่ชื่นถามกำชับเพื่อความแน่ใจเป็นครั้งสุดท้าย“เอาตัวนี้แน่นะ” ครับ...หลวงปู่ อ.บ.ต. ตึ๋ง ตอบ หลวงปู่ชื่น ท่านยืนสงบนิ่งเพ่งสายตาไปทีไก่ป่า ซักครู่ไก่ป่าตัวนั้นได้เดินมาหา หลวงปู่ชื่นท่านก็ก้มตัวลงจับไก่ป่าตัวนั้นส่งมอบให้อ.บ.ต. ตึ๋ง ท่านได้กล่าวกำชับว่า “อย่าฆ่ามันนะ” หลังจากส่งไก่ให้ อ.บ.ต. ตึ๋ง แล้วสักพักก็มีตะกวดเดิน เข้ามาหา หลวงปู่ชื่น มาเคลียคลอที่เท้าท่านอาการเดียวกับไก่ป่าไม่มีผิด อ.บ.ต. ตึ๋ง ยังแซวหลวงปู่ชื่นว่าตัวนี้ผมไม่ได้เอานะครับ สงสัยมันคงโดนลูกหลง หลวงปู่ชื่นท่านหัวเราะชอบใจใหญ่

         
เรื่องพลังจิตตานุภาพ ของ หลวงปู่ชื่นยังมีอีกมากมายหลายเรื่องนักเอาไว้ถ้ามีโอกาสจะนำเสนอ ให้อ่านเป็นลำดับต่อไปครับ คราวนี้วกมาเรื่อง“ขุนแผนชมตลาด” อีกหนึ่งของดีที่หลวงปู่ชื่นท่านได้แผ่พลังจิตสถิตมหาเวทมหามนต์ไว้เป็นมรดกให้ลูกหลานได้ครอบครองวัตถุมงคลของท่านแทบทุกชนิดจะมีเทพเทวารักษาอยู่ ผู้มีความสามารถสำเร็จทางจิตหลายท่านนำวัตถุมงคลของท่านไปตรวจสอบหลายท่านยืนยันตรงกันอย่างน่าอัศจรรย์ว่าอิทธิวัตถุมงคลที่หลวงปู่ชื่น อธิฐานจิตบรรจุมหาเวทมหามนต์ว่า “มีเทวดาที่เป็นบริวารพระสยามเทวาธิราชรักษาอยู่มีรัศมีสีทองใส่ชฎา ทรงพระขรรค์มีอิทธิฤทธิ์บารมีสูง ควรบูชาไว้ในที่สูง”ที่บอกกล่าวใช่ว่าจะชี้นำหรือชักชวนให้เชื่อโปรดใช้วิจารณญาณ เพราะเรื่องของทางจิต เป็นเรื่องละเอียดอ่อนไม่สามารถหาหลักฐานมาหักล้างหรือจับต้องได้ถ้าอยากทราบคุณต้องฝึกสมาธิเอาจิตเข้าไปดูกันเอาเองครับ เห็นว่ามันแปลกเพราะเมื่อตรวจสอบแล้วพูดตรงกันปกติแล้วพระปฏิมาวัตถุมงคลของหลวงปู่ชื่นทุกชนิด ท่านจะบรรจุด้วยมนต์อาถรรพณ์ราชาธิราช หรือ  อาถรรพณ์มหาจักรพรรดิ์เป็นสายพระเวทที่สืบทอดมาจากพระเจ้าชัยวรมันที่7 พระองค์ใช้สวดบูชาเป็นประจำทำให้พระองค์มีชัยชนะไปทั่วสารทิศ ศัตรูที่คิดร้ายจะแพ้ภัยไปเองและอีกบทที่เกี่ยวกับเทวดา คือ มนต์เทวา 4 ทิศครับ ท่านว่า เดินทางไปทิศไหนเทวดาที่ประจำทิศนั้นจะมาปกปักษ์ดูแลรักษา วัตถุมงคลของท่านมักจะบอกเสมอว่าให้เก็บไว้ในที่สูงวันพระควรถวายดอกมะลิหรือซื้อน้ำหอมมาฉีดถวายถ้าศิษย์หลายท่านที่เคยไปกราบท่านที่วัดในกุฏิท่านถ้าสังเกตดีๆจะเห็นขวดน้ำหอมซึ่งท่านจะฉีดวัตถุมงคล ศิษย์หลายท่านคงทราบดี “ขุนแผนชมตลาด”เท่าที่ผมจำได้ ท่านเคยบอกว่า “ดีทางเขาสังคม เด่นสง่ากว่าเขา”เคยมีศิษย์จากกรุงเทพ เดินทางไปหาท่านไปร่วมทำบุญสร้างอุโบสถกับหลวงปูชื่นก่อนจะลากลับ หลวงปู่ชื่น ท่านได้มอบ “ขุนแผนชมตลาด” ให้ไปศิษย์ท่านดังกล่าวได้ถามหลวงปู่ชื่นว่า“ดีอย่างไร?” หลวงปู่ชื่นบอกว่า “พรุ่งนี้เองลองพกไปตลาดดู”เมื่อเดินทางกลับมาถึงกรุงเทพฯ รุ่งเช้าก็ลองพกพระติดตัวไปซื้อของที่ร้านไหนแม่ค้าก็แถมของให้เป็นพิเศษ แต่ที่แปลกคือ เวลาซื้อของแม่ค้าจะทอนเงินผิดแทบทุกร้าน “พระขุนแผนชมตลาด”ชุดนี้ท่านเสกจนต้นไม้ข้างกุฏิโค่นลงมาเลยครับใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ต้องลองเอาไปใช้ดูครับเพราะคืนนั้นผมไปนอนกับท่านที่กุฏิจึงได้เห็นเหตุการณ์แต่เรื่องบางอย่างพูดมากไปก็ไม่ดีเรื่องบางเรื่องมัน“เหนือคำบรรยาย”เป็นเรื่องยากที่จะบอกกล่าว เรื่องของจิตเรื่องของพระเวทย์หรือพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการปฏิบัติและค้นคว้าถึงจะบรรลุเป้าหมาย  ประเภทปฏิบัติแต่ไม่ยอมค้นคว้าศึกษาหรือ ศึกษาค้นคว้า แต่ไม่ได้ปฏิบัติ มันจะมีประโยชน์อะไรจริงมั๊ยครับ


บทความผลงานการเขียนของ อ.สรายุทธ

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:24:39 | แสดงทุกชั้น
#.หลวงปู่ชื่น.#
~
โปรดศิษย์ติดกามา~

หลายคนที่ยังไม่มีโอกาสที่จะได้สัมผัสในวัตรปฎิบัติของลป.ชื่น
คงจะคิดและจินตนาการไปเองจนเลยเถิดถึงขั้นปรามาสท่านเอาได้ว่า.
ท่านเป็นพระไสยศาสตร์
พระเสน่ห์มนต์ดำ

ยิ่งมีศูนย์พระมาสร้างเครื่องรางออกเเนวทะลึ่งตึงตัง
ตั้งชื่อออกไปในแนวโลกิยะ

ยิ่งตอกย้ำทำให้คนมองภาพลักษณ์ของท่าน
ในทางลบมากยิ่งขึ้นเข้าไปอีก

ผมอยู่กับท่านมานานและ
รู้อยู่เต็มออกว่า..หลวงปู่ชื่น
ท่านชาญวิปัสนากรรมฐานไม่เป็นรองพระอาจารย์ท่านใดๆเลย

ท่านสำเร็จวิปัสสนาญาณ

วิปัสสนาญาณ๙

๑.อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความเกิดและความดับ

๒.ภังคานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นความดับ

๓.ภยตูปัฎฐานญาณ พิจารณาเห็นสังขารเป็นของน่ากลัว

๔.อาทีนวานุปัสสนาญาณ พิจารณาเห็นโทษของสังขาร

๕.นิพพิทานุปัสสนาญาณ พิจารณาสังขารเห็นเป็นของน่าเบื่อหน่าย

๖.มุญจิตุกามยตาญาณ พิจารณาเพื่อใคร่จะให้พ้นจากสังขารไปเสีย

๗.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ พิจารณาหาทางที่จะให้พ้นจากสังขาร

๘.สังขารุเปกขาญาณ พิจารณาเห็นว่า ควรวางเฉยในสังขาร

๙.สัจจานุโลมิกญาณ พิจารณาอนุโลมในญาณทั้ง ๘ นั้น เพื่อกำหนดรู้ในอริยสัจ

แต่ท่านไม่ค่อยนำมาโปรดใครมากนัก
ท่านว่าสอนไปก็เสียเวลาเปล่าด้วยคนที่มีบุญบารมีที่จะเห็นธรรมะตามท่านสอนมีน้อย เพราะในจิตเต็มไปด้วยแรงกามามันมีมากจนอวิชชาครอบงำ

อวิชชาหมายถึง ความไม่รู้แจ้ง คือ ความไม่รู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ โดยถูกต้องแจ่มแจ้ง มิได้หมายถึงความไม่รู้ศิลปะวิชาการต่างๆ หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวเป็นต้น แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่จะนำคำว่าอวิชชา ไปใช้เฉพาะกับวิชาในทางไสยศาสตร์เท่านั้นโดยเข้าใจกันว่า อวิชชาเป็นวิชาที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

เมื่อก่อนไม่เข้าใจสิ่งที่ท่านพูดต่อมาได้เป็นอาจารย์คน
จึงมีอภิสิทธิ์ในการสอดส่องดูแลความเป็นไปในชีวิตประจำวันของศิษย์
ทำให้เห็นภาพเลยเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งของความร้อนแรงแห่งอำนาจอิทธิพลแห่งกามา ของเหล่าหมู่ศิษย์

ยากที่จะเอาดีในทางธรรมได้

คำว่า "กาม" ในทางพุทธศาสนาไม่ได้หมายแต่เฉพาะอวัยวะเพศเท่านั้นนะครับ

แต่หมายถึงอายตนะทั้ง 6 เลย นั่น ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

ตา -->ชอบเห็นภาพสวย ๆ ก็เป็นกามทางตา

หู -->ชอบได้ยินเสียงเพราะ ๆ ก็เป็นกามทางหู

จมูก -->ชอบได้กลิ่นหอม ๆ ก็เป็นกามทางจมูก

ปาก -->ชอบกินของอร่อย ๆ ก็เป็นกามทางปาก

กาย -->ชอบสัมผัสอ่อนนุ่ม ก็เป็นกามทางกาย

ใจ -->ชอบความสุข ชอบเล่นฌาน ก็เป็นกามทางใจ

ถ้าละกามเสียได้ คงลดความวุ่นวายไปเยอะทีเดียวจิตคง "ว่าง" ขึ้นอีกเยอะ
"การฆ่ากันก็เพราะกาม รักกันก็เพราะกามทั่วอากาศ ทั่วพื้นน้ำและบนบกเต็มไปด้วยกาม กามตันหน้า ภวตันหู วิภวตันใจถ้าจะขยายออกไป มันก็ไม่มีที่สิ้นสุดหรอกกาม เพราะความพอใจและไม่พอใจก็เกิดจากกามทั้งสิ้น"

หลวงปู่แหวน สุจิณโณ วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่


แต่ก็ใช่ว่าท่านจะไม่สอนธรรมะโปรดศิษย์เสียเลยทีเดียว

ครั้งหนึ่ง.

มีศิษย์ฆราวาสมาปฏิบัติธรรมกับท่านต่อมาจึงทราบว่าที่มาปฎิบัติธรรมเพราะอกหัก ผิดหวังอย่างแรง

แถมตนเองก็เป็นคนมักมากในกามตัณหาราคะมากเกินความพอเหมาะพอควร

หลวงปู่ชื่นท่านคงพิจารณาแล้วว่าคงมีบุญเก่าอยู่บ้าง

ท่านเลยสอนการนั่งสมาธิกำหนดให้ ปฏิบัติต่อเนื่อง
ดังนี้

เช้า 1ช.ม.
เที่ยง1ช.ม.
เย็น1ช.ม.
หัวค่ำก่อนนอน อีก 1 ช.ม.
1 อาทิตย์ผ่านไป

ได้มารายงานผลให้ท่านสอบอารมณ์

แกว่า.นั่งไปจิตมันไม่อยู่กับองค์ภาวนาจิตมันติดแต่ภาพแฟน คิดแค่เรื่องกาม เนื้อหนังมังสา

ลป.ชื่น ท่าน เมตตาสอนว่า.

#ถ้าคิดถึงแฟนก็เอาหน้าแฟนมาเป็นองค์ภาวนา

#คิดเห็นนมมันก็เอานมมันมาเป็นองค์ภาวนา

#คิดเห็นของมันก็เอาของมันมาเป็นองค์ภาวนา


หลังจากนั้นการปฎิบ้ติอย่างต่อเนื่องตามตารางเวลาที่หลวงปู่ชื่นกำหนด
ได้เข้าสู่เดือนที่ 3

จะด้วยเป็นด้วยได้คำแนะนำการปฎิบัติที่ดีจากลป.ชื่น
หรือจะเป็นด้วยบุญเก่าของแก ก็ไม่ทราบแน่ชัด

การปฎิบัติธรรมได้ผลดีมาก

เมื่อมีศีล จะเกิด สมาธิ

เมื่อมีสมาธิจะเกิดปัญญา

เมื่อจิตสงบ นั่นหมายความว่า
จิตเราตัดนิวรณ์ให้เบาบางลงได้แล้วชั่วขณะเวลาหนึ่ง

(ตอนนี้จิตจะคิดอะไรปล่อยให้คิดไปเพราะคิดอะไรจะเป็นธรรมะไปหมด)

นิวรณ์(อ่านว่า นิ-วอน) (บาลี: nīvaraṇāna) แปลว่า เครื่องกั้น ใช้หมายถึงธรรมที่เป็นเครื่องปิดกั้นหรือขัดขวางไม่ให้บรรลุความดีไม่เปิดโอกาสให้ทำความดี และเป็นเครื่องกั้นความดีไว้ไม่ให้เข้าถึงจิต เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติบรรลุธรรมไม่ได้หรือทำให้เลิกล้มความตั้งใจปฏิบัติไป

นิวรณ์มี 5อย่าง คือ

กามฉันทะ ความพอใจ ติดใจ หลงใหลใฝ่ฝันในกามโลกีย์ทั้งปวง ดุจคนหลับอยู่พยาบาท

ความไม่พอใจจากความไม่ได้สมดังปรารถนาในโลกียะสมบัติทั้งปวง ดุจคนถูกทัณท์ทรมานอยู่ถีน

มิทธะ ความขี้เกียจ ท้อแท้ อ่อนแอ หมดอาลัยไร้กำลังทั้งกายใจ ไม่ฮึกเหิม

อุทธัจจะกุกกุจจะ ความคิดซัดส่าย ตลอดเวลาไม่สงบนิ่งอยู่ในความคิดใด ๆ

วิจิกิจฉา ความไม่แน่ใจ ลังเลใจ สงสัย กังวล กล้าๆ กลัว ๆ ไม่เต็มที่ ไม่มั่นใจ


หลังจากเข้าสู่เดือนที่ 3

ได้มารายงานผลการปฎิบัติ
ต่อหลวงปู่ชื่น

ว่า ความสวยงามของแฟน
เนื้อหนังมังสาของแฟน

พอเอามาเป็นองค์ภาวนา
เห็นหน้าแฟน เนื้อหนังมังสาของสตรีที่ตนเองเคย
ชื่นชอบ กลับค่อยๆ เหี่ยวย่น และเริ่มเน่าหนอนไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด

ต่อมาก็เหลือแต่กระดูกและแตกป่นเป็นผงกลับกลายเป็นธาตุดิน

หลวงปู่ท่านยิ้ม ปลื้มปริม
ท่านว่า..จิตมันเริ่มเกิดปัญญาเห็นธรรมชาติตามความเป็นจริงของมัน

ร่างกายมนุษย์ เกิดจากธาตุทั้ง 4 ดินน้ำลมไฟมาประชุมกัน
สุดท้ายแล้วเมื่อเราตายธาตุเราก็แตกสลายไม่เราอีกต่อไป

ลมก็คืนสู่ลม
ไฟก็คืนสู่ไฟ
น้ำก็คืนสู่น้ำ
ดินก็คืนสู่ดิน

สุดท้ายร่างกายที่เรา อุปาทานยึดมั่นถือมั่น

ว่าเป็นเราเป็นเขา ตอนจบมันก็คือดิน
ที่คนเขาเดินเหยียบย่ำนั้นเอง

ฆราวาสท่านนั้นบอก
หลงรัก หลงดูด หลงดม หลงชม มาตั้งนาน
ที่แท้ ก็ ดิน ทั้งนั้น

หลังจากเกิดปัญญาเขาสามารถตัดขาดจากโลกิยะวิสัยของบุรุษได้อย่างเด็ดขาด

ปัจจุบันบวชเป็นพระภิกษุเข้าป่าออกธุดงธ์ ไม่ทราบว่าอยู่ณ.มุมหนึ่งแห่งใดของโลก

#### บทความจาก อาจารย์สรายุทธ ###

9

กระทู้

43

ตอบกลับ

117

เครดิต

ผู้ดูแลระบบ

เครดิต
117
 จขกท.| โพสต์เมื่อ 2026-9-11 19:25:06 | แสดงทุกชั้น
~.พระองค์ทม.~

พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์
ที่หลวงปู่ชื่นท่านแนะนำบอกให้ไปหามาบูชาขึ้นหิ้ง

พุทธคุณสุดยอดนำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง พลิกฟื้นดวงชะตา นำพาชีวิตให้โชติช่วงชัชวาลย์ตลอดกาล


ในกาลก่อน..

มีหญิงสาวท่านหนึ่งได้เดินทางมากราบนมัสการ หลวงปู่ชื่น

พร้อมผลไม้หลากหลายชนิด พร้อมซองถวายปัจจัย

ก่อนจะถวายหลวงปู่ชื่นท่านพูดว่า..

อีนาง.ถ้าอยากได้บุญใหญ่บุญมาก เองหัดถวายสิ่งของทำบุญกับ

พระองค์ทมนะ

พระองค์นี้ยิ่งใหญ่บริสุทธิ์
กว่าพระไหนที่เองไปทำบุญอีก เองไปทำบุญเป็นร้อยวัด พระแสนรูป ซักแสนครั้ง
ก็ยังไม่สู้เท่ากับทำบุญกับพระองค์ทม เพียงครั้งเดียว

(ทมภาษาเขมร แปลว่า "ใหญ่" พระองค์ทมแปลว่า.

"พระองค์ใหญ่")

อีนางเองรู้จักไหมพระองค์ทม ??

ไม่ทราบเจ้าค่ะอยู่ที่ไหนวัดไหนเจ้าค่ะพระองค์ทม ?

อยู่ที่บ้านอีนางมีอยู่องค์

อีนางเองไปหาดีๆ ศักดิ์สิทธิ์มาก

เป็นพระปางไสยาสน์

เธอนั่งคิดอยู่ซักครู่จึงตอบ หลวงปู่ไปว่า..

ที่บ้านไม่มีนะเจ้าพระพุทธรูป ปางไสยาสน์

มีแน่นอน.เชื่อหลวงปู่

เองกลับไปตั้งใจหาดีๆมีแน่ๆ หลวงปู่เห็น ว่ามี
ไปเอามาล้างปัดฝุ่นขึ้นหิ้งบูชา แล้วจะเจริญรุ่งเรือง
ผลไม้กับซองปัจจัยที่อีนางถวายหลวงปู่
หลวงปู่ฝากไปถวาย
พระองค์ทมด้วยนะ

หลวงปู่บอกพร้อมยื่นสิ่งของกลับไปให้

เธอรับสิ่งของกลับไปด้วยความสงสัยแต่ก็ไม่ขัดหลวงปู่

และตอบหลวงปู่ว่า

ค่ะๆกลับไปหนูจะลองหาดู  

หลังจากนั้นจึงสนทนากับหลวงปู่ เรื่องตนเองชอบเดินทางไปทำบุญที่นั้นที่โน่น ต่างๆนาๆ

เมื่อเดินทางกลับถึงบ้าน
ได้เดินค้นหาพระองค์ทม
ตามที่หลวงปู่ชื่นท่านบอก
ว่าเป็นพระพุทธรูปองค์ทมปางไสยาสน์

ที่ศักดิ์สิทธิ์มากๆ

หาจนทั่วบ้านก็หาไม่เจอ
จะเป็นด้วยบุญเก่าหรือหลวงปู่ท่านเปิดกุศลบุญในจิตให้ พบให้เจอพระองค์ทม หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ

อยู่ๆสายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับสิ่งๆ หนึ่ง..

?????
เธอทราบได้ทันที.ว่า

เป็นพระองค์ทมที่หลวงปู่ท่านบอก.

แถมเป็นปางไสยาสน์อีกด้วย

ตรงเป๊ะแม่นยำตามคำบอกของหลวงปู่ชื่น

ราวกับตาเห็น

นั่นคือ..แม่ของตนเอง
กำลังนอนบนเตียงเก้าอี้หวาย

กำลังนอนหลับในท่าปางไสยาสน์พอดีเลย

เธอน้ำตาไหลนึกรู้ขึ้นทันทีว่า ..
พระองค์ใหญ่

พระองค์ทมที่หลวงปู่ชื่น
ท่านบอกก็คือแม่ของตนเอง นั่นเอง

นี่เราเที่ยวตามหาพระอรหันต์ทำบุญสาธารณะ

ไปทั่วแต่กลับทอดทิ้งหลงลืม พระองค์ธม พระองค์ใหญ่ ประจำบ้านไปได้อย่างไรหนอ ?

กราบขอบพระคุณหลวงปู่ที่ทำให้อีนางน้อยคนนี้
ตาสว่างกระจ่างแจ้งเสียที

... อันพ่อแม่ท่านแก่เฒ่า

เฝ้ารักษา..คุณบิดา
คุณมารดาค่ามหันต์..
ใครตอบแทนคุณท่านได้ โชคอนันต์.. ไปสวรรค์ เพราะกตัญญู รู้แทนคุณ ...

เมื่ออ่านบทความจบ
อย่าลืมค้นหาพระองค์ธมในบ้านให้เจอนะครับ

เจอเเเล้วรีบเอาไปสรงน้ำ ปัดฝุ่น นำขึ้นหิ้งบูชา เลยเสียตั้งแต่วันนี้

หลวงปู่ชื่นท่านการันตี
ว่าศักดิ์สิทธิ์จริงๆครับ

ผมเคยถามหลวงปู่ชื่นท่านว่า.

หลวงปู่ทราบได้อย่างไรว่าคนๆนี้ไม่ค่อยสนใจใส่ใจดูแลบุพการี หรือใครเป็นอะไร
นิสัยเป็นเช่นไร?

ท่านตอบว่า..

มองท้ายทอยมันก็รู้แล้ว

ตอนนั้นก็ยังงงๆ
แต่ก็ไม่ได้ถามท่านต่อ

สืบมาได้ไปอ่านเจอมาว่า..

สมองกลีบท้ายทอยหรือ กลีบท้ายทอย (อังกฤษ: occipital lobe, lobus occipitalis)

เป็นกลีบสมองที่เป็นศูนย์ประมวลผลของการเห็นในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

จะเป็นด้วยแบบนี้หรือไม่หนอ ???

***** บทความจาก อาจารย์สรายุทธ******






คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับได้ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

กฎเครดิตของบอร์ดนี้

ติดตามบัญชีทางการ

หากพบการละเมิดลิขสิทธิ์ รายงาน ปัญหา หรือข้อเสนอแนะ โปรดส่งอีเมลมาที่: support@discuzth.com

Powered by Discuz! X5.0 © 2001-2026 Discuz! Team.

ในบอร์ดนี้โพสต์
ติดตามบัญชีทางการ
กลับขึ้นบน