ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
สั่งพิมพ์ ก่อนหน้า ถัดไป

"ป้อม"เล่าเรื่อง

[คัดลอกลิงก์]
41#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-11 19:24 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
แรกกล้าผักหวานป่า

มนุษย์เราดำรงเผ่าพันธุ์ด้วยเพศเป็นหลัก เป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้กันโดยทั่วไป เป็นเรื่องปกติ เป็นสัญชาตญาณ ต้นไม้ก็เช่นกันการเพาะเมล็ด เป็นวิธีขยายพันธุ์พืชโดยอาศัยเพศ ทำให้เราได้ต้นกล้าใหม่ที่เกิดมาจากส่วนของเมล็ด แต่ที่พิเศษกว่านั้น แม้ไม่ต้องใช้เพศ ต้นไม้ก็ขยายพันธุ์ได้ครับ เป็นต้นว่า การตอนกิ่ง ปักชำ ติดตา สกัดราก แยกหน่อ ต่อไหล หรือจะเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อก็นับว่าใช่ ด้วยวิธีเหล่านี้เราจะได้ต้นกล้าใหม่จากส่วนอื่น ๆ ของพืช อันได้แก่ กิ่ง ราก เหง้า ไหล ก้าน ใบ ไปจนถึงลำต้น ไม่ใช่จากเมล็ด พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่ต้องมีการผสมพันธุ์ เอ๊ย! ผสมเกสรตัวผู้กับตัวเมียจนกลายเป็นเมล็ดเพื่อสืบสายขยายพันธุ์นั่นเอง
ในแวดวงไม้ผล การขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ดไม่เป็นที่นิยม ความที่มักจะกลายสายพันธุ์ เติบโตขึ้นมาผิดแผกไปจากต้นแม่ มีผลให้เกิดความผิดเพี้ยนในแง่ปริมาณและคุณภาพของผลผลิตได้ค่อนข้างสูง
แต่ข้อดีของการเพาะด้วยเมล็ด ก็คือ เราจะได้ต้นไม้ที่มีระบบรากแก้วที่แข็งแรงและหาอาหารเก่ง จากข้อดีนี่เอง ชาวสวนจึงนิยมเพาะเมล็ดเพื่อใช้เป็นต้นตอในการขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอด ติดตา ต่อกิ่ง แทนการเพาะด้วยเมล็ดโดยตรง
ถ้าสนใจเกี่ยวกับการขยายพันธุ์พืชอย่างเป็นเรื่องเป็นราว แนะนำให้เข้าไปเรียนรู้จากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามลิงค์นี้เลยครับhttp://web.agri.cmu.ac.th/hort/course/359301/pprop/index1.html
ทีนี้เมื่อขยายพันธุ์กันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ว่าจะชวนมาแวะบ้านสวนเนิร์สเซอรี่ ไปดูเด็กแรกเกิดกัน ปกติแล้วผมเป็นคนเดินช้า แต่ความเร็วของชีวิตในอัตรานี้ ทำให้ผมทันที่จะได้เห็นการผลิบานของเมล็ดพันธุ์ เห็นการก่อกำเนิดของบางชีวิตในสวนนี้อยู่เนือง ๆ
อันที่จริงแล้วจะเร็วหรือช้าก็ไม่น่าใช่ข้อจำกัดในการมองเห็นความงามของธรรมชาตินะ-ผมว่า ความรีบเร่งนั้นอาจทำให้ภาพพร่ามัว ไม่ชัดเจน แต่ขอเพียงคุณเพ่งอย่างพินิจ ค่อย ๆ ปรับโฟกัสให้ชัดขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสัมผัสสุนทรียะที่รายล้อมอยู่รอบตัวคุณได้ทุกที่ ทุกเวลา
สำคัญที่ตัวคุณเองว่าอยากจะมองเห็นหรือเปล่า …
ในทุก ๆ วันหรืออาจนับเป็นวินาที บนดาวสีน้ำเงินดวงนี้จะมีชีวิตใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ ทั้งคน พืช สัตว์ นับกันไม่หวาดไม่ไหว ลองนึกดูสิครับ ถ้าเราได้เป็นส่วนหนึ่งในการเริ่มต้นของชีวิต แม้จะไม่ใช่เชื้อสายหรือผู้ให้กำเนิด แค่ได้เอื้อให้เกิดช่วงเวลามหัศจรรย์อย่างนั้น ได้ยืนชื่นชมอยู่ใกล้ ๆ หรือคุดคู้แอบดูอยู่ใต้เตียง ก็ล้วนให้ความรู้สึก ‘ลุ้น’ ได้ไม่แพ้กัน
.
ผมหมายถึง “การเพาะเมล็ดผักหวานป่า” น่ะครับ
.
.

เมล็ดผักหวานป่ากลมรีรูปไข่ จะเริ่มสุกสีออกเหลืองมะปรางราวเดือน เม.ย.-พ.ค. (ภาพนี้ได้รับความเอื้อเฟื้อจาก อ.ธวัชชัย นาคะบุตรhttp://naturalagri.multiply.com/ ต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ)
.

หลังจากแยกเนื้อที่หุ้มเมล็ดออก หย่อนลงถุงเพาะ ออกแรงกดแค่ปริ่มเสมอดิน อย่าถึงกับมิดเมล็ด รดน้ำพอให้ดินชื้น อย่าให้แฉะ นับวันผ่านประมาณเดือน รากก็เริ่มแทงดิน เหมือนลงเสาหลัก
.
เมื่อสีเขียวโคนกล้าเริ่มจาง หน่ออ่อนก็ค่อย ๆ สลัดหลุดจากขั้ว ออกมาให้แดดให้ลมช่วยบ่มเพาะ รอเวลากล้าแกร่ง

.
ทำเป็นลืมไปราวสัปดาห์ ต้นกล้าก็ระบัดใบเขียว … งาม


42#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-11 19:25 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
นอกจากการเพาะเมล็ดแล้ว การขยายพันธุ์ผักหวานป่ายังทำได้อีกหลายวิธี ตั้งแต่การตอนกิ่ง การชำราก ไปจนถึงการล้อมไม้ใหญ่มาปลูกกันเลย แต่การเพาะเมล็ดก็ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุดทั้งในแง่ปริมาณจากที่สามารถขยายพันธุ์ได้จำนวนมากในเวลาที่รวดเร็ว และในแง่คุณภาพจากการมีระบบรากแก้วที่ดีกว่านั่นเอง และเผื่อไว้ว่ามีใครสนใจ ก็จะขอเขียนคร่าว ๆ ถึงการขยายพันธุ์ผักหวานป่าแบบอื่น ๆ ให้อ่านกันเพลิน ๆ
“การตอนกิ่ง” ว่ากันว่าเป็นวิธีที่ยากที่สุด เพราะนอกจากจะออกรากยากแล้วยังใช้เวลานาน ๓-๔ เดือนเลยทีเดียว น่าจะมีเหตุผลมาจากธรรมชาติของผักหวานป่าที่มักจะ “หวงราก” นั่นเอง แต่วันนี้ผมมีเคล็ดลับจากเซียนมาฝาก กลั่นจากประสบการณ์กว่ายี่สิบปีในการปลูกผักหวานป่าของ ผู้ใหญ่รับ พรหมมา ผญ.บ้าน หมู่ ๗ ต.หนองบัว อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี … รู้ไว้ใช่ว่านะครับ
.
“…ให้เลือกกิ่งกระโดงอายุข้ามปีหรือกิ่งกระโดงที่แตกใหม่ในปีนั้นกลางอ่อนกลางแก่ก็ได้ ควั่นเปลือก ลอกเปลือก ขูดเยื่อเจริญเหมือนการตอนกิ่งทั่วไป ขั้นตอนนี้ให้สังเกตถ้าเปลือกลอกออกง่ายไม่ติดแก่น กิ่งตอนกิ่งนั้นจะแทงรากเร็ว แต่ถ้าลอกเปลือกออกยาก ก็จะแทงรากช้าหรือไม่แทงรากเลย เมื่อขูดเยื่อเจริญแล้ว ใช้กะปิพอกแผลให้มิด ทิ้งไว้จนกะปิแห้งจึงหุ้มด้วยตุ้มตอนขุยมะพร้าวเหมือนการตอนกิ่งทั่วไป หลังจากนั้นประมาณ ๒ เดือน – ๒ เดือนครึ่ง ตุ้มตอนก็จะแทงรากออกมา
เทคนิคการขยายพันธุ์ด้วยวิธีตอนอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อเห็นว่ารากพัฒนาจากสีขาวเป็นสีน้ำตาลแล้วเป็นสีเขียว (แก่จัด) ลักษณะอวบอ้วนสมบูรณ์ดี จำนวนเต็มตุ้ม จึงลงมือ “ควั่นเตือนก่อนตัด” เพื่อบังคับให้ยอดของกิ่งตอนกิ่งนั้นหาอาหารจากขุยมะพร้าวในตุ้มตอนขึ้นไปเลี้ยงตัวเอง แทนการรับจากกิ่งใหญ่ต้นแม่ ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา ๑-๒ อาทิตย์ หรือจนกว่าจะแน่ใจว่าส่วนยอดของกิ่งตอนกิ่งนั้นได้อาหารจากตุ้มตอนแน่นอนแล้ว จึงตัดลงมาจากต้นแม่
ตำแหน่งควั่นตอนกิ่งสำคัญมาก ต้องเลือกตรงที่เป็นตุ่มใหญ่หรือข้อหรือปม โดยให้แผลบนอยู่ที่ข้อหรือปมนั้น ส่วนขุยมะพร้าวจะต้องผสมกับดินชื้นโคนต้นอัตราส่วน ๑:๑ สวมตุ้มตอนแล้วต้องรัดให้แน่นเพื่อกระชับแผลให้สนิท
เมื่อตัดลงมาจากต้นแม่แล้วให้นำลงชำต่อในถุงดำ โดยที่หลังจากแกะถุงพลาสติกหุ้มตุ้มตอนจนเหลือแต่ขุยมะพร้าวลงถุงดำนั้น จะต้องกดวัสดุเพาะชำในถุงดำให้แน่นจนแน่ใจว่ากระชับรากหรือไม่มีช่องว่าง ถ้ามีช่องว่างหรือไม่กระชับรากจะทำให้รากชะงักการเจริญเติบโตได้ แล้วจึงนำมาอนุบาลในเรือนเพาะชำ แสงแดดไม่เกิน ๓๐-๔๐ เปอร์เซ็นต์ต่ออีก ๒-๓ เดือน หรือให้กิ่งตอนได้แตกใบอ่อนในถุงดำอย่างน้อย ๒-๓ ชุด จนแน่ใจว่าต้นกล้ามีระบบรากเลี้ยงตัวเองได้แล้วจึงนำไปปลูกในแปลงจริง…”
ที่มา: วารสารเกษตรใหม่ ปีที่ ๑๐ ฉบับที่ ๔๒ เดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๔๗

.

(หมายเหตุ: ‘กะปิ’ เป็นสารเร่งรากชนิดหนึ่งครับ เป็นภูมิปัญญาไทยที่เกิดจากการสังเกตและทดลองซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเห็นผล ไอ้พวกฮอร์โมนเร่งรากราคาแพงที่ฝรั่งมันทำมาขายแหกตาคนไทยน่ะ ลองชิมดูเถอะครับ…เค็มคาวเหมือนกะปิทั้งนั้น)
อีกวิธีคือ “การชำราก” เหมาะกับผักหวานป่าที่มีอายุเกินกว่า ๑๐ ปีขึ้นไป ไม้ใหญ่วัยฉกรรจ์ขนาดนั้นจะมีระบบรากแผ่ทางข้างไปตามผิวดินเป็นทางยาว ให้เริ่มที่เปิดหน้าดินแล้วตัดรากส่วนที่เป็นรากประธานเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ ๓-๕ นิ้ว นำไปเพาะในถุงดำโดยวางท่อนรากราบไปกับพื้นลึกพอมิด บำรุงรักษาตามปกติ ประมาณ ๑-๒ เดือน ตอรากจะแทงรากใหม่ จากนั้นจึงจะแทงยอดขึ้นมาเป็นต้นกล้า หรือเมื่อตัดรากเป็นท่อนแล้ว ให้ทาแผลด้วยปูนกินหมากเมื่อปูนแห้งจึงกลบดินกลับเหมือนเดิม บำรุงรักษาตามปกติ รดน้ำสม่ำเสมอ ประมาณ ๑-๒ เดือนก็จะมีหน่อผักหวานแทงขึ้นมา เมื่อหน่อโตก็ให้ขุดย้ายมาชำในถุงดำต่ออีก ๓-๔ เดือน จึงนำลงปลูก วิธีนี้เรียกอีกอย่างว่า“การแยกหน่อ”
.
.

.
.
43#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-11 19:26 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

มีเกษตรกรบางคนใช้วิธีเปิดหน้าดินให้เห็นราก จากนั้น “ทุบราก” ให้แตกแล้วกลบดินอย่างเดิม คลุมทับด้วยเศษใบไม้ใบหญ้า รดน้ำตามสมควร หน่อผักหวานก็สามารถแทงขึ้นมาจากรากที่ถูกทุบได้ น่าจะคล้ายกันกับภาพข้างบน เป็นผักหวานป่าในสวนผมเองครับ ไม่แน่ใจว่าโดนหินบาดรากหรือคมมีดตัดหญ้าก็ไม่ทราบได้ วันดีคืนดี หน่อผักหวานก็แทงขึ้นมาให้ตาเห็น พิสูจน์ข้อมูลข้างต้นได้หมดจดสิ้นสงสัย
กับบ้านสวนเอง ที่นี่เราขยายพันธุ์ผักหวานป่าด้วยเมล็ดครับ (อาศัยขอปันจากสวนโน้นบ้าง ขอซื้อจากสวนนี้บ้าง) ความที่อายุต้นยังน้อย ไม่เหมาะที่จะ ขูด ควั่น หั่น สับ เพื่อขยายพันธุ์ได้อย่างไม้ใหญ่ ผมจึงไม่สามารถหาภาพการตอนกิ่งหรือการชำรากมาให้ดูได้ เพราะยังไม่ได้ลองทำกับผักหวานป่าในสวนตัวเอง แต่ถึงแม้วิธีการเพาะเมล็ดจะมีท่วงทีลีลาเบสิกไม่พลิกแพลง แต่เปอร์เซ็นต์ ‘ติด’ ก็สูงเอาการ
สำหรับขั้นตอนการเพาะโดยละเอียดสามารถศึกษาได้จากเอกสาร ผักหวานป่านะครับ คงไม่ต้องนำมาลงซ้ำในบล็อกนี้อีก
.
เหมือนเอามะพร้าวห้าวมาขายสวนอย่างไรชอบกล ถือซะว่าได้ย้อนอดีตไปในวัยเด็ก วันที่ถอดรองเท้าเดินย่ำลุยแปลงเกษตรสมัยประถม จำได้ว่าที่โรงเรียนผม ไม้พรวนดินเป็นงานแรกที่ครูสั่งให้ทำ เหลาไม้ไผ่ให้เป็นช้อนปากยาว ๆ มีด้ามจับ ของใครของมัน ใช้แล้วเก็บไว้ที่โรงเรือน ไม่ต้องเอากลับบ้าน (คงกลัวเอาไปตีกบาลกัน)
ต่อมาก็เรียนวิธีขึ้นแปลงปลูก สูงเท่านั้น กว้างเท่านี้ ต้องเป๊ะ ลองทำแล้วจำให้ดีเพราะมีสอบ พอได้แปลงแล้วก็เริ่มปลูก ทั้งผักกินหัว-กินใบ ยืนพื้นก็พวก ผักกาด คะน้า แครอท โตขึ้นมาหน่อยก็เรียนเรื่องขยายพันธุ์ ปักชำ ตอนกิ่ง ไปตามเรื่อง ในตอนนั้นอะไร ๆ ก็ไม่เข้าหัวเข้าหูหรอกครับ รู้แต่ว่าเรียนสนุกอย่างเดียว
‘เกษตร’ จึงเป็นวิชาที่ผมชอบมากวิชาหนึ่งในวัยและวันเวลานั้น ความที่ได้ออกมาข้างนอก ไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในห้องเรียน วิชาเกษตรมักจะอยู่ในคาบเช้า เป็นวิชาแรก ๆ ของวัน อากาศจึงเย็นสบาย เด็ก ๆ ก็ยังสด ยังไม่ถูกทุบให้น่วมจากเลขคณิต วิทยาศาสตร์ หรือภาษาไทย อีกหนึ่งความน่ารักของวิชาเกษตรก็คือ เป็นวิชาที่ ‘ตก’ ยาก ถ้าข้อเขียนไม่ผ่าน ไม่ไหวจริง ๆ ครูก็ไล่ไปถอนหญ้า ปลูกผัก รดน้ำ ล้างพลั่ว ล้างจอบ หาคะแนนพิเศษมาเข็นให้จนผ่าน
แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจากวิชานี้มีอยู่สองอย่างที่จำได้ไม่มีลืม หนึ่ง-ซึ่งใครที่เคยผ่านจะรู้สึกได้ถึงความแสบสันต์ นั่นคือ ตุ่มแก้วใสบนฝ่ามือทั้งสองข้างที่แตกเป็นแผลแสบไส้ เรียกมันว่าความเจ็บปวด สอง-วิชานี้สอนให้แรกรู้สึกถึงความหวานกรอบของผักที่ปลูกและรอยยิ้มแย้มยินดีของพ่อกับแม่ในวันที่เราเอากิ่งที่ตอนเองกับมือไปปลูกที่บ้าน เรียกมันว่าความภาคภูมิใจ
.
เกษตรในวันนี้ที่ทำให้ชีวิตอยู่สุข ก็คงมาจากวิชาเกษตรในวันนั้นที่สนุกสนาน เรียกมันว่าเป็น ‘แรกกล้าของชีวิต’ ก็คงจะไม่ผิดนัก

บทความดีๆจาก : บ้านสวนบล็อก
44#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-11 19:27 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
มะนาวเป็นพืชที่ได้รับความนิยม และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจากชาวไทยนิยมบริโภคมะนาว มายาวนาน จนกระทั่งปัจจุบัน มะนาว ยังมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้มะนาวใช้ประกอบทั้งอาหารคาวหวาน หรือแม้แต่น้ำมะนาว ดื่มแก้กระหายคลายร้อน นอกจากประเทศไทยแล้ว ตลาดต่างประเทศก็ต้องการมะนาวอยู่มากเช่นกัน แต่ด้วยข้อจำกัดทางการผลิตทำให้มะนาว ขาดตลาดในบางช่วง ทำให้ผลผลิตราคาสูงแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด หากเกษตรกรท่านไหนอยากจะทดลองปลูกมะนาว เพื่อบังคับออกนอกฤดู ลองทำตามวิธีของ พันโทจรัญ หนูเนียม เกษตรกรผู้ปลูกมะนาวในวงท่อซิเมนต์ โดยใช้พื้นที่ ที่ใช้ในการปลูกมะนาวมีประมาณ 20 ไร่ สร้างรายได้อย่างงดงาม


ลักษณะพื้นที่ที่เหมาะต่อการปลูกมะนาว ในวงบ่อซ๊เมนต์ :

ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ เพราะสามารถบังคับให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาลได้ เนื่องจากสามารถให้ปุ๋ยและน้ำได้ในปริมาณจำกัด

1. การเตรียมวงบ่อซีเมนต์

ใช้บ่อซีเมนต์ขนาด 80-100 ซม. สูง 50 ซม. วางบนฝาบ่อขนาดเดียวกัน (ราคาบ่อและฝาชุดละ 300 บาท) โดยไม่ต้องเชื่อมติดเพื่อการระบายน้ำ ไม่ควรให้มีช่องว่างที่ใหญ่เกิน เพราะอาจทำให้ดินไหลออกมาเพื่อรดน้ำนาน ๆ ควรวางวงบ่อบริเวณที่แสงแดดส่องได้ทั่วถึง (พื้นที่ 1 ไร่ปลูกมะนาวได้ 120-130 บ่อ)

2.การเตรียมดินปลูก

ควรเลือกหน้าดินที่มีอินทรียวัตถุเพียงพอ ผสมปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกในอัตราส่วน 2:1 หรือส่วนผสมของดินร่วน : ปุ๋ยหมัก 3:2 หรือดินร่วน : ปุ๋ยคอก 3:1 และอาจปรับสภาพดินด้วยปูนโดโลไมท์ ปริมาณพอสมควร คลุกเคล้าให้เข้ากัน ใส่ดินที่ผสมแล้วลงในวงบ่อให้เต็มแล้วพูนดินเป็นรูปหลังเต่า

3.การเลือกกิ่งพันธุ์

- ครั้งแรกที่ปลูก ได้นำกิ่งมาจากต่างจังหวัด ครั้งต่อไปมีการเพาะชำกิ่งเอง

- ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีการเจริญเติบโตเต็มที่

- เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ทนโรคเพื่อป้องกันโรคแคงเกอร์


4.ขั้นตอนการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์

ขุดหลุมเล็กกลางวงบ่อ ปลูกกิ่งพันธุ์มะนาวโดยแผ่รากมะนาวไม่ให้ขดเป็นก้อน กลบดินที่โคน ปักไม้ผูกกับต้นมะนาว เพื่อป้องกันการโยกของต้น ให้ใช้เศษหญ้าคลุมหน้าดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่ม

5.การให้น้ำ

สัปดาห์แรกรดน้ำทุกวัน ๆ ละ 1-2 ครั้งให้ดินชุ่ม ต่อไปจึงรดน้ำวันเว้นวันและรดน้ำเมื่อดินแห้ง ถ้าดินไม่มีความชื้นรดน้ำทันที การปลูกมะนาวแบบนี้จะขาดน้ำไม่ได้

6.การตัดแต่งกิ่ง

- ตัดแต่งกิ่งหลังเก็บลูกโดยตัดแต่งกิ่งผุ กิ่งไขว้กัน กิ่งอยู่ชิดดินให้เหลือเฉพาะกิ่งหลัก

- ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง และให้แสงแดดส่องได้ทั่วถึง

7.การค้ำกิ่ง

มะนาวที่ปลูกในวงบ่อซีเมนต์ มีรากอยู่ในพื้นที่จำกัด เมื่อติดลูกมากอาจทำให้ต้นล้มหรือกิ่งหัก จึงควรค้ำกิ่งแบบคอกสี่เหลี่ยมหรือใช้ไม้ง่าม

8.การเก็บลูก

มะนาวปลูกในวงบ่อซีเมนต์ จะเริ่มติดลูกเมื่อปลูกได้ประมาณ 8 เดือน ให้เก็บลูกทิ้งบ้าง เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ปีต่อมาจึงค่อยให้มีลูกมาก เมื่อลูกมะนาวแก่จัดไม่ควรทิ้งไว้นาน ควรเก็บลูกทันที เพราะอาจทำให้ต้นทรุดได้ง่าย

++ การบังคับให้มะนาวออกลูกนอกฤดู ++

ควรบังคับมะนาวที่ต้นมีความสมบูรณ์ โดยปลิดผลที่ออกตามฤดูให้หมด ให้ต้นมะนาวอดน้ำในเดือน กันยายน – ตุลาคม โดยใช้ผ้าพลาสติกคลุมรอบวงบ่อ ไม่ให้ต้นมะนาวได้รับ 10-15 วัน เมื่อใบมะนาวเหี่ยวหรือร่วงบ้าง จึงเอาผ้าพลาสติกออกและให้น้ำตามปกติ พร้อมให้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 8-24-24 ต้นละ 1-2 ช้อนแกง หลังจากนั้น 10-15 วัน ต้นมะนาวจะออกดอก บำรุงดูแลมะนาวตามปกติอีก 4-5 เดือน จึงเก็บผลมะนาวได้

ที่มา :
ศูนย์ทางด่วนข้อมูลการเกษตร *1677
สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน จ.นครศรีธรรมราช

แหล่งอ้างอิง :
พันโท จรัญ หนูเนียม ม.7 ต.ท่าดี อ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช



45#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-11 19:30 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

46#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-11 19:31 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

47#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-15 17:56 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ข้อผิดพลาดในการทำลูกชิ้นทั่วไป

1. เนื้อสีซีด เนื้อนิ่ม ไม่สด
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะมีเนื้อนิ่ม ไม่แน่น อัตราการดูดน้ำต่ำ

2. ระหว่างการบดเนื้อ มีน้ำซึมออกมาจากเนื้อมาก
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะมีเนื้อนิ่ม ไม่แน่น เนื้อยุ่ย ไม่เหนียว ไม่กรอบ
วิธีแก้ไข : แช่แข็งเนื้อก่อนนำมาบด

3. ส่วนผสมเละเนื่องจากปริมาณน้ำแข็งมากเกินไป
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะมีเนื้อข้างในนิ่มเนื่องจากดูดซับน้ำเอาไว้มาก
วิธีแก้ไข : เพิ่มปริมาณเนื้อหรือแป้ง

4. อุณหภูมิส่วนผสมขณะนวดหรือสับสูง
ผลที่ได้ : ส่วนผสมเละ ไม่เหนียว มีสีคล้ำลง
วิธีแก้ไข : แช่แข็งเนื้อก่อนนำมาบดแล้วนำไปนวดหรือสับเพื่อลดอุณหภูมิส่วนผสม

5. นวดหรือสับส่วนผสมเสร็จแล้ววางทิ้งไว้ ไม่ขึ้นรูปทันที
ผลที่ได้ : ส่วนผสมจะคลายตัว ความเหนียวและความเนียนซึ่งเกิดจากการเป็นอีมัลชั่น (การจับตัวของน้ำกับไขมัน) จะลดลง

6. อุณหภูมิในถาดต้ม (ไม่ใช่หม้อต้ม) ต่ำกว่า 40 องศาเซลเซียสนานเกินไป (อุณหภูมิในถาดต้มที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 50 องศาเซลเซียส)
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะไม่กรอบ เนื้อเละ เสียรูปทรงเนื่องจากลูกชิ้นจะปริแตก

7. ต้มลูกชิ้นในหม้อต้มที่อุณหภูมิสูง (ประมาณ 80-90 องศาเซลเซียส) นานเกินไป
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะมีเนื้อนิ่ม ชุ่มน้ำเกินไป ผิวหน้าจะแตกขรุขระ ถ้านานมากจะเสียรูปทรง เนื้อจะแตกออกจากกัน

8. แช่น้ำเย็นนานเกินไป
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะไม่กรอบ เนื้อแน่นแต่นิ่มเพราะดูดน้ำเข้าไปมาก

9. แช่น้ำเย็นน้อยไป หรือ ไม่ได้แช่น้ำเย็น
ผลที่ได้ : ผิวหน้าลูกชิ้นจะกระด้าง เกิดสีคล้ำได้ง่าย ผิวไม่เรียบเนียน

10. ปริมาณสารประกอบฟอสเฟต (เรียกกันโดยทั่วไปว่า "แป้งเหนียว") มากเกินไป
ผลที่ได้ : ลูกชิ้นจะมีรสฝาดลิ้น เฝื่อนคอ
48#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-18 20:58 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
สถานที่สยองขวัญของไทย อันดับ 1 ซอยรามคำแหง 32



ลึกเข้าไปในซอยรามคำแหง 32 ท่านจะพบบ้านทรงสเปนหลังหนึ่งรูปทรงสวยสง่าน่าอยู่ แต่บ้านนี้ไม่มีใครอยู่อาศัยนานกว่า 20 ปีแล้ว ปล่อยให้ทิ้งร้างเก่าทรุดโทรมอย่างน่าใจหาย ประวัติของบ้านมีว่าเจ้าของบ้านเป็นชาวต่างชาติ วันหนึ่งเจ้าของบ้านขับรถออกไปทำงานตามปกติ ที่บ้านมีสาวใช้อยู่เพียงคนเดียว คนร้ายไม่ทราบจำนวน ซึ่งคงมาแอบสังเกตการณ์นานพอสมควรได้ฉวยโอกาสเข้าปล้น และฆ่าสาวใช้ตายคาที่ นับตั้งแต่นั้นมักจะได้ยินเสียงผู้หญิง ร้องให้ช่วยดังโหยหวนน่าสยดสยอง และยังเห็นผู้หญิง (เข้าใจว่าเป็นสาวใช้ที่ถูกฆ่าตาย ) เดินวนเวียนวูบวาบอยู่ในบ้าน เจ้าของบ้านทนอยู่ไม่ไหวต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น เล่ากันว่าหลังจากนั้น มีคนได้ยินเสียงผู้หญิงร้องให้ช่วย ดังมาจากบ้านร้างบ่อยๆ และมีคนเห็นผู้หญิงลึกลับยืนอยู่หน้าบ้านเป็นประจำเมื่อเข้าไปใกล้ก็หายไป
49#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-24 20:27 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
"ตำหนักมังกรขาว" หรือ White Dragon King กลับมาโด่งดังอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่า “อาเจียว” หรือ เจิ้นเซอะสือ หรือจิลเลี่ยน ชุง ดารานักร้องสาวแห่งวง “ทวินส์” จากฮ่องกงบินมาหาเพื่อพึ่งใบบุญเพื่อดับทุกข์ทางใจของตัวเอง พร้อมกับเจ้านายของตัวเอง นายอัลเบิร์ต เหยียง แห่ง Emperor Entertianment Group หลังจากเกิดกรณีภาพฉาวกับ “เฉินกว้านซี” อดีตแฟนหนุ่มถูกเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ตไปทั่วโลก

       “อาเจียว” พร้อมคณะเดินทางมาเพื่อมาหาหลวงปู่มังกรขาวซึ่งลงประทับทรงในร่างของ “อาจารย์กิมน้ำ” หรือนายกิมน้ำ แซ่จิว เมื่อวันที่ 9 มีนาคมที่ผ่านมา ทำหลายคนอยากรู้จักเรื่องราวของ “ตำหนักมังกรขาว” ให้มากยิ่งขึ้น

       ตำหนักมังกรขาวและหลวงปู่มังกรขาวนั้น ตั้งอยู่ที่ ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งถ้ามาจากกรุงเทพฯ ถึงเขตตัวอำเภอศรีราชา เลยห้างโรบินสันไปหน่อยตรงไฟแดงเลี้ยวเข้าสถาบันการศึกษานามกระเดื่อง “อัสสัมชัญศรีราชา” วิ่งรถไปตามถนนสายนั้นข้ามทางรถไฟไปสักพักให้มองทางซ้ายมือจะมีป้ายบอกทางเข้าตำหนักมังกรขาว สถานที่สงบในแมกไม้ร่มรื่น ทุกเสาร์-อาทิตย์ จะมีสานุศิษย์จำนวนมากมารอการลงประทับทรงของหลวงปู่มังกรขาว ตามบัตรคิว

       ตามตำนาน หลวงปู่มังกรขาว ลงมาประทับทรงเพื่อโปรดมนุษย์มาตั้งแต่ปี 2519 ที่หนองมน และย้ายมาอยู่ที่ใหม่ที่บ้านพักของอาจารย์กิมน้ำ แซ่จิว เมื่อเดือนธันวาคมปี 2527 และต่อมาปี 2530 อาจารย์กิมน้ำซื้อที่ดิน 35 ไร่บริเวณที่ติดบ้านพัก ในราคา 1.5 ล้านบาท เพื่อสร้างตำหนักโดยใช้เงินก่อสร้างประมาณ 10 ล้านบาท เสร็ขเมื่อปี 2531 เปิดฉลองตำหนักเมื่อวันที่18 มิถุนายน ปีเดียวกัน

       ลูกศิษย์คนแรกๆ หลวงปู่มังกรขาวนั้น เป็นที่รู้จักกันดีในเมืองไทยและฮ่องกง คือนายหว่อง ชองชาน หรือ นายคีรี กาญจนพาสน์ นักธุรกิจระหว่างชาติ ไปจนถึงดารานักร้อง คนในวงการบันเทิงฮ่องกงไม่ว่าจะเป็น อลัน ทัม และเหล่าดาราจาก ATV อาทิ หลิว เต๋อ หัว, เหมียว เฉียว เหว่ย, เจิงหัวเจียน, หรือกระทั่ง หงจินเป่า ทุกคนต่างพากันมาหาหลวงปู่มังกรขาวเมื่อมีปัญหาและเพื่อความเป็นศิริมงคลของชีวิต สำหรับ อลัน ทัมแล้ว ถือว่าเป็นศิษย์คนโปรดอีกคนหนึ่งในช่วงปี 2531 ถึง 2534 เพราะเขาเป็นเพื่อนกับ คีรี กาญจนพาสน์

       ตามเรื่องเล่าต่อๆ กันมานั้น ครั้งแรกที่หลวงปู่ฯ ปรากฏสังขารให้สานุศิษย์ได้เห็น ท่านบอกชื่อของท่านเป็นภาษาจีนว่า “แป๊ะ เล้ง ฮ้วง” แปลว่ามังกรขาว และต่อมามีการวาดภาพออกมา โดยช่างวาดภาพตามศาลเจ้าจุดธูปบอกท่าน จึงวาดได้ ผู้วาดคือ นายเอี๋ยว ไม่ทราบนามสกุล และต่อมาก็มีการปั้นรูปของท่าน โดยขณะปั้นรูปเป็นแบบนั้น หลวงปู่มังกรขาวได้มาบัญชาการปั้นเอง จนคนปั้นพูดว่า “อาปู่เฮี้ยน”

       “ข้าจะเฉลยประวัติของข้าสักเล็กน้อย ชะตาของข้ากำหนดให้ข้าลงมาโปรดมนุษย์นี่ก็มีสัญญาอยู่เบื้องบน ร่างของข้าลงมาเกิดมีสัญญากันไว้ อยู่เบื้องบนมีบันทึกต่างๆเอาไว้ว่า ลงมาโปรดมนุษย์นี่ต้องเป็นตัวแทนพญามังกรขาว ชาติกำเนิดมีอะไรต่างๆอยู่ในตัว แต่ห้ามเปิดเผยอะไรต่างๆไม่ให้ผู้คนได้รู้ ...”
50#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-24 20:28 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้


       แล้ว..อาจารย์กิมน้ำ แซ่จิวเป็นใคร!?

       อาจารย์กิมน้ำ เป็นชาวกรุงเทพฯ ไปอยู่กับมารดาที่อำเภอพาน จ.เชียงราย พออายุ 13 ปี ได้เดินทางเข้ากรุงเทพ จนวัยหนุ่มก็มาอยู่ที่หนองมน อ.เมืองชลบุรี เปิดร้านขายจักรยานยนต์ สมรสกับคุณศรีรัตน์ ชิตวิเศษ

       อาจารย์กิมน้ำ ผ่านอุปสรรค ผ่านมารผจญมามากมาย ระหว่างเป็นร่างทรงของหลวงปู่มังกรขาว จากปี 2519 เป็นต้นมา

       หากนับจากเริ่มที่ศรีราชา หลวงปู่มังกรขาวเทศนาและโปรดประทับทรงเพื่อช่วยผู้คน ก็ตกราว 20 ปีเข้ามาแล้ว (เปิดตำหนักมังกรขาว18 มิถุนายนปี 2531)

       ปี 2534 ทีมข่าว“ผู้จัดการ”ศูนย์ข่าวภาคตะวันออก และ “ผู้จัดการปริทรรศน์” เคยเข้าไปสัมภาษณ์ อาจารย์กิมน้ำ ซึ่งก็ไม่เต็มใจยอมให้สัมภาษณ์เท่าใดนัก ได้แต่สนทนากันบางเรื่องบางราว เพราะช่วงนั้นอยู่ระหว่างการยึดอำนาจของ รสช. แต่ก็ถือว่าอาจารย์กิมน้ำปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ครั้งแรกก็ว่าได้ (ในเซ็กชั่น “ผู้จัดการปริทรรศน์” หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์ ฉบับวันที่ 22-28 กรกฎาคมปี2534) นั่นก็นานมาถึง 17 ปีแล้ว

       อาจารย์กิมน้ำ มีแต่ช่วยเหลือผู้คน ตามคำบัญชาของหลวงปู่มังกรขาว เมื่อประทับทรง การช่วยเหลือสังคมมีมากจนนับแทบไม่หวาดไม่ไหว เมื่อปี 2534 อาจารย์บอกไว้ว่า...เกือบจะท้อแท้ กว่าจะผ่านมารไปได้ บางครั้งก็เบื่อหน่ายและเหนื่อยมาก ทั้งร่างกายและสุขภาพจิต ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบด้าน เกือบจะหมดความอดทน หลวงปู่ฯ ได้รับสั่งกับอาจารย์ว่า ในป่าไม้หาง่ายแต่จะหาไม้ตรงหายาก และอีกประโยคหนึ่งว่า จะข้ามทะเลมัวแต่เมาคลื่นจะผ่านได้หรือ..

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้