ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
สั่งพิมพ์ ก่อนหน้า ถัดไป

"ป้อม"เล่าเรื่อง

[คัดลอกลิงก์]
21#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-3 12:00 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
22#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-4 20:40 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

ประวัติไม้ขีดไฟ




ปี พ.ศ. 2370 (ต้นสมัยรัชกาลที่ 3) มีนักเคมีชาวอังกฤษชื่อ จอห์น วอล์คเกอร์ ทำไม้ขีดจากเศษไม้จุ่มปลายลงในส่วน ผสมของ แอนติโมนีซัลไฟด์โปตัสเซียมคลอเรตและกาวซึ่งทำจากยางไม้ หรือ gumarabic เมื่อนำไม้ขีดไฟขูดลงบนกระดาษทรายจะเกิดแรงเสียดสี ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนที่ทำให้ไม้ขีดลุกเป็นไฟ ไม้ขีดแบบที่ จอห์น วอล์คเกอร์ ประดิษฐ์เป็นแบบเดียวกันกับไม้ขีดประเภท "ขีดกับอะไรก็ได้" แต่ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะติดไฟทุกครั้ง ไม้ขีดไฟชนิดนี้เพิ่งคิดค้นได้หลังจากการประดิษฐ์ไฟแช็กถึง 4 ปี[1]

ถึงปี พ.ศ. 2373 ในประเทศฝรั่งเศส ชาร์ลส์ โซเรีย ได้คิดค้นไม้ขีดไฟที่มีปลายทำจากฟอสฟอรัสเหลือง แต่ช่วงสิ้นศตวรรษที่ 19 หัวไม้ขีดมีส่วนประกอบของฟอสฟอรัสเหลืองหรือขาวมีพิษทำให้คนงานในโรงงานผลิตไม้ขีดไฟเจ็บป่วยถึงพิการหรือเสียชีวิตด้วยโรคที่เรียกกันว่า phossy jaw

ในช่วง พ.ศ. 2383 หรือปลายสมัยรัชกาลที่ 3 ได้มีการค้นพบฟอสฟอรัสแดงซึ่งทำให้ผลิตไม้ขีดได้อย่างปลอดภัย แต่ไฟจะติดได้ก็ต้องจุดเฉพาะพื้นที่ที่เตรียมไว้เท่านั้น ผิวสำหรับขีดอยู่ข้างกล่องไม้ขีดมีฟอสฟอรัสแดง ทาติดอยู่ ด้วยยางไม้ gumarbic หรือกาวชนิดอื่น ส่วนที่หัวไม้มีโปแตสเซียมคลอเรตซึ่งเมื่อกระทบกับ ฟอสฟอรัสแดง ก็จะเกิดปฏิกิริยาให้ความร้อนมากพอและไฟจะติดขึ้นได้ เรื่องยังมีวัสดุอื่นๆอีกที่สามารถใช้เป็นก้านไม่ขีดไฟได้เช่น ด้ายเคลือบขี้ผึ้ง และกระดาษแข็งเคลือบขี้ผึ้ง แต่วัสดุที่ใช้ทำก้านไม้ขีดได้ดีที่สุดก็คือไม้ ลักษณะไม้ซึ่งเหมาะสำหรับทำก้านไม้ขีดควรจะเป็นไม้สีขาว ไม่มีกลิ่น เนื้อไม้ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป นิยมใช้ไม้มะยมป่า ไม้มะกอก ไม้อ้อยช้าง ไม้ปออกแตก เป็นต้น ก่อนจุ่มทำหัวไม้ขีดจะต้องเอาปลายก้านไม้ขีดที่จะติดหัวนั้นไปจุ่มขี้ผึ้งพาราฟินก่อน หากเนื้อไม้แข็งเกินไปก็จะไม่ดูดซึมพาราฟิน พาราฟินจะเป็นตัวส่งผ่านจากหัวไม้ขีดไปสู่ก้านไม้ขีด หากไม่มีพาราฟิน เมื่อไฟติดก็จะดับในทันที และหากเนื้อของไม้อ่อนจนเกินไปก้านไม้ขีดก็จะไม่คงรูปเป็นก้านตรงได้
23#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-4 20:41 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
สมัยแรกเป็นการนำเข้าไม้ขีดไฟของสวีเดนและญี่ปุ่น โดยของญี่ปุ่นนั้นมีตราต่างๆ และมีภาพวาดบนฉลากไม้ขีดไฟเป็นรูปต่างๆ เรียกว่า หน้าไม้ขีดไฟ มีนักสะสมจะเก็บรวบรวมหน้าไม้ขีดไฟ ต่อมาช่วงสมัยรัชกาลที่ 7 คนไทยสามารถผลิตไม้ขีดไฟเองได้ มีโรงงานไม้ขีดไฟของเมืองไทยในยุคนั้น ได้แก่ บริษัทมิ่นแซจำกัด ผลิตตรานกแก้ว ตรารถกูบ บริษัทตังอาจำกัด ผลิตตรามิกกี้เม้าส์ ตราแมวเฟลิกซ์ บริษัทไทยไฟ ผลิตตรา 24 มิถุนา เป็นรูปพระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นที่ระลึกในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มาเป็นระบอบประชาธิปไตย บริษัทเอเซียไม้ขีดไฟจำกัด ผลิตชุด ก.ไก่ ข.ไข่ บริษัทสยามแมตซ์แฟ็กตอรี่ ภายหลังเปลี่ยนมาเป็นบริษัทไม้ขีดไฟไทย ผลิตตราธงไตรรงค์ ตราพระยานาค [
24#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-4 20:45 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
25#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-4 20:53 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
25 ข้อห้ามในหลักฮวงจุ้ยเกี่ยวกับบ้าน

ห้ามของการก่อสร้างคุณอาจจะได้รับทราบมามากมายหลายข้อ บางท่านเมื่อทราบก็ไม่รู้จะจัดการอย่างไรดี แต่สำหรับท่านที่กำลังจะสร้างบ้านบนที่ดิน อาจจะนำข้อห้ามเหล่านี้ไปพิจารณาได้ข้อห้าม หรือข้อควรระวัง ตามหลักของฮวงจุ้ย มีด้วยกันมากมายหลายประการ ซึ่งคุณเองก็ไม่ควรที่จะมองข้าม



1.ห้ามมีร่องน้ำไหลผ่านกลางที่ดินหรือบ้าน

2.ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่กลางลานบ้าน หรือปลูกบ้านล้อมต้นไม้ใหญ่

3.ห้ามปลูกบ้านคร่อมบ่อน้ำหรือตอไม้

4.ห้ามก่อสร้างกำแพงก่อนการสร้างบ้าน

5.ห้ามสร้างบันไดหรือห้องส้วมอยู่กลางบ้าน

6.ห้ามสร้างบ้านอยู่ในน้ำ
26#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-4 20:54 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
7.ห้ามวางคานเป็นเลขคู่ หรือใช้คานที่ใหญ่กว่าเสาบ้าน

8.ห้ามสร้างสระน้ำใหญ่กว่าตัวบ้าน

9.ห้ามสร้างกำแพงหรือรั้วสูงกว่าตัวบ้าน

10.ห้ามสร้างบ้านโดยไม่มีประตูหลังบ้าน

11.ห้ามต่อเติมบ้านสองหลังให้เป็นหลังเดียวโดยมีชายคาชนกัน

12.ห้ามสร้างห้องส้วมมากกว่าจำนวนสมาชิกในบ้าน

13.ห้ามใช้วงกลประตูหรือเสาบ้านที่บิดงอมาสร้างบ้าน

14.ห้ามสร้างประตูหรือหน้าต่างมากเกินไป

15.ห้ามสร้างห้องนอนไว้ใต้บันไดบ้าน

16.ห้ามปลูกต้นไม้ใหญ่ไว้ในแนวเดียวกันกับประตูบ้าน

17.ห้ามสร้างศาลพระภูมิหันหน้าออกนอกบ้าน

18.ห้ามขุดบ่อน้ำไว้หลังบ้าน

19.ห้ามสร้างบ้านที่มีถนนล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน

20.ห้ามสร้างซุ้มประตูหน้าบ้านใหญ่กว่าตัวบ้าน
27#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-4 20:56 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
21.ห้ามวางกองหินใหญ่ไว้หน้าบ้าน

22.ห้ามสร้างบ้านบนหน้าผาชัน

23.ห้ามเจาะกำแพงเป็นช่องหน้าต่าง

24.ห้ามสร้างบ้านที่ใหญ่เกินไปแต่มีคนอยู่น้อย และ

25.ห้ามสร้างใต้ถุนสูงแล้วปล่อยโล่ง เห็นเสาเป็นขาของแมลง



ทั้ง 25 ข้อห้าม บางข้อดูออกจะเหลือเชื่อ แต่หากนึกถึงหลักภูมิศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย

ก็เห็นว่าเป็นจริงดังนั้น งานนี้...... หากไม่เชื่อก็อย่าลบลู่ดีกว่า



ขอบคุณข้อมูลจาก artsmen.net



การเลือกพื้นที่ในการปลูกเรือน หรือการวางผังบ้าน ตามตำราเฟงจุ้ย มีกฏเกณฑ์ ดังนี้
ท่านถือว่า ทิศที่เป็นมงคลสูงสุด คือ ทิศใต้ ถ้าไม่ติดความจำเป็นอื่นๆ แล้ว ควรหันหน้าไปทางทิศใต้
ซ้ายมือของบ้าน ควรมีบ่อน้ำหรือทางน้ำไหล เรียกว่า "แชเล้ง" แปลว่ามังกรเขียว
ส่วนขวามือของบ้าน เรียก " แป๊ะโฮ้ว" แปลว่าเสือขาว ควรเป็น ถีน หรือที่ราบ ไม่ควรมีบ่อน้ำ
หลังบ้าน เรียก "นักรบสีเทา" ควรเป็นภูเขาหรือ มอ หรือปลูกต้นไม้สูงๆ เพื่อป้องกันปีศาจและวิญญานเข้าทางหลังบ้าน
28#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-5 19:30 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้




ผู้ที่รู้เรื่องฮวงจุ้ย มักจะพบเรือสำเภาวางไว้ที่ห้องทำงาน หรือในร้านค้าอยู่เสมอ ด้วยความเชื่อที่ว่า "ผู้ที่มีเรือไว้ในครอบครอง ชีวิตจะประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง และอุดมสมบรูณ์ด้วยความมั่งคั่ง"



            เรือสำเภาจีน ถือว่าเป็นของมงคลยอดนิยมในลำดับต้น ๆ ในปัจจุบัน เรือสำเภาจีนนั้นส่วนใหญ่ทำมาจากไม้จริง ๆ ทั้งตัวเรือและกระโดงเรือมีลักษณะรูปทรงสูงเพรียว ถือว่ามีพลังของ “ธาตุไม้” เป็นหลัก ตามธรรมเนียมของคนจีนนั้นเชื่อว่าเรือสำเภานั้นให้มงคลเรื่องของการค้าขายประสบความสำเร็จ เพราะผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของการใช้เรือสำเภาเพื่อการค้าขายนั้นก็ได้แก่ เจิ้ง เหอ มหาขันทีคนสำคัญของราชวงศ์หมิง ผู้เดินทางไปจำเริญสัมพันธไมตรีและค้าขายกับประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมาแล้ว


การตั้งเรือสำเภาจีน ให้ถูกหลักฮวงจุ้ย


             หากท่านทำงานเกี่ยวกับการค้าขายก็มีความเชื่อว่า การตั้งเรือสำเภาจะเสริมมงคลให้ท่านค้าขายราบรื่น ได้กำไรงดงาม เสริมดวงชะตาในการทำธุรกิจการค้า ช่วยหนุนให้ประสบความ สำเร็จ มั่นคง ร่ำรวย มีเงินทองมั่งคั่ง สมบูรณ์พูนสุข หากทำธุรกิจค้าขายก็จะประสบความสำเร็จได้ผลกำไรงาม นอกจากนี้แล้วเรือยังเป็นสัญลักษณ์ของความสำราญเบิกบานใจอีกด้วย ตั้งเรือไว้ในห้องรับแขก โดยหันหัวเรือเข้าในบ้าน และก็ไม่ควรเป็นเรือเปล่าด้วยควรจะใส่เหรียญแก้วแหวนเงินทองลงไป (ไม่ต้องของจริงก็ได้ คือให้เรือมีน้ำหนัก) อย่าหันหัวออกทางนอกบ้านเด็ดขาด เพราะ ตามหลักแล้วเรือโดยเฉพาะเรือสำเภานั้น จะเป็นเรือที่จะออกไปค้าขายแล้วนำเงินทองกลับเข้าบ้าน
โดยตามศาสตร์ฮวงจุ้ยในระบบวิชาการถือว่าหากท่านสามารถวางเรือสำเภาใน “ทิศตะวันออก” หรือ “ทิศตะวันออกเฉียงใต้” ได้ก็จะยิ่งเสริมพลังของฮวงจุ้ยในมุมนั้นได้มากขึ้นไปอีก และถือว่าเป็นสิ่งของมงคลที่เหมาะเป็นพิเศษสำหรับท่านที่เกิดในปีขาลหรือปีเถาะ

             ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับเรื่อสำเภาจีน ควรเป็นการสั่งทำจะดีที่สุด เพราะเค้าจะคำนวณตามวันเดือนปีเกิด (ขึ้นเรือตามวันธงชัยของแต่ละเดือน) เพื่อสร้างตามดวงของเจ้าของเรือ โดยจะมีการคำนวณ จากชื่อ นามสกุล, เพศ, วันเดือนปี เกิด-อาชีพ


ลักษณะอาชีพ       เช่น          รับราชการจะใช้ตัว ”กัว”   ตัวกัวเป็นตัวกำหนดอำนาจวาสนา
                                              ค้าขายจะใช้ตัว “ใช้”  ตัวใช้เป็นตัวกำหนดโชคลาภ เงินทอง

ลักษณะของเรือ    เช่น          ขาตั้งของตัวลำเรือใช้ตัว ”หงิ”  ตัวหงิหมายถึง คุณธรรม
                                              ท้องเรือใช้ตัว ”ปิง”  ตัวปิงหมายถึง หลักทรัพย์
ขนาดของเรือที่พอเหมาะส่วนมากนิยม 48 ซม. อาจจะมีขนาดต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับ วันเดือนปีเกิด ของเจ้าของเรือ (ต่างกันที่จุด ซม. เพราะวัดโดยตลับเมตรจีน (หลู่ปัง)
29#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-5 20:30 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ราศีเมถุน (Gemini)


คาสเตอร์ (Castor) กับพอลลักซ์ (Pollux) เป็นฝาแฝดก็จริง แต่ไม่ใช่แฝดสอง แต่จริง ๆ แฝดสี่ แถมเป็นแฝดคนละไข่อีกด้วย (ที่ว่าเป็นคนละไข่น่ะ ไข่จริง ๆ นะ) 

 

เรื่องมีอยู่ว่า ซีอุสเกิดไปหลงรักนางเรดา มเหสีของพระราชาไทนดาริอุส(Tyndareus) แห่งเมืองสปาร์ต้า ซีอุสจึงวางแผนกับเฮอร์เมส ให้เฮอร์เมสแปลงกายเป็นอินทรีให้ไล่ตามตัวเองซึ่งแปลงกายเป็นหงส์ขาว (ซึ่งว่ากันว่ากลุ่มดาวหงส์หรือ Cygnus ก็คือรูปร่างของซีอุสที่กลายเป็นหงส์ขาวนี่เอง) เมื่อนางเรดาเห็นดังนั้นจึงเข้าไปช่วยโอบกอดหงส์ขาวไว้แล้วไล่อินทรีไป แล้วไม่นานนักนางเรดาก็คลอกลูกออกมาเป็นไข่สองใบ (บางก็ว่าใบเดียว) และในไข่แต่ละใบ ก็มีฝาแฝดชายหญิงอย่างละคู่อยู่ ได้แก่ คาสเตอร์กับคลิเทมเนสตร้า(Clytemnestra)ในไข่ใบแรก และ พอลลักซ์กับเฮเลน (Helen) ในไข่ใบที่สอง (ซึ่งนางเฮเลนที่ว่านี้ ก็คือนางเฮเลนที่เป็นต้นกำเนิดของการล่มสลายของเมืองทรอยนั่นเอง) 

 

คาสเตอร์กับพอลลักซ์เป็นพี่น้องที่รักกันมาก แต่ทว่าคาสเตอร์นั้นเป็นลูกของไทนดาริอุสที่เป็นมนุษย์จึงไม่ได้เป็นอมตะ ผิดกับพอลลักซ์ที่เป็นบุตรของซีอุสจึงไม่แก่ไม่ตาย คาสเตอร์และพอลลักซ์ (สองคนเรียกรวมกันว่าดีออสคอยส์ : Dioscuri) ซึ่งทั้งสองก็เป็นผู้กล้าที่มีชื่อเสียงมาก โดยได้เคยรวมเรืออาร์โก้ไปกับเจสันเพื่อเอาขนแกะทองคำด้วย 

 

เรื่องเล่าเกี่ยวกับการตายของคาสเตอร์มีอยู่ว่า ทั้งสองได้ไปร่วมงานแต่งงานระหว่างคู่ฝาแฝดชายนามว่าอิดัส (Idas)และไลนเซอุส(Lynceus) กับฝาแฝดหญิงคือนางฟีเบ (Phoebe) และนางฮิลาเอย์ร่า (Hilaeira) ไม่รู้ว่าเมาอะไร คาสเตอร์กับพลอลักซ์กลับไปฉุดเอาเจ้าสาวทั้งสองมา ทำให้เกิดการต่อสู้กับอิดัสและไลนเซอุส ส่งผลให้คาสเตอร์ตาย (อิดัสกับไลนเซอุสก็ตายด้วย) พอลลักซ์เศร้าเสียใจมาก แต่ด้วยว่าตนเป็นอมตะไม่สามารถตายร่วมกับคาสเตอร์ได้ จึงร้องขอกับเหล่าเทพว่า ให้ตนสามารถแบ่งความเป็นอมตะแก่คาสเตอร์ หลังจากนั้นทั้งสองจึงอยู่บนสวรรค์ 1 วันและจะไปอยู่ในแดนแห่งความตาย 1 วัน สลับกันไป (บ้างก็ว่าครึ่งวัน บ้างก็ว่า 1 ปี) ซีอุสเห็นแก่มิตรภาพของทั้งสองจึงทำให้เกิดกลุ่มดาวราศีเมถุนขึ้นมา
30#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-8-6 21:12 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติใน Asean 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)
Asean จะรวมตัวเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆจังๆ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิดไม่ถึงทีเดียว
AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้ AEC เป็นไปคือ
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2.การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก
โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้มีจุดเด่นต่างๆดังนี้
พม่า : สาขาเกษตรและประมง
มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนต์และสาขาผลิตภัณฑ์ไม้
ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)
การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น
- การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีลำบาก
- ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว และการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่กลาง Asean และไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การจัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการคมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลางอาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ต่างชาติจะมีราคาสูงมาก)
- การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่นอุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มีค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก
- เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมักจะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษาอังกฤษ (AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจเสียความมั่นใจได้   ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมีภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบินสุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียนสอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร
- การค้าขายบริเวณชายแดนจะคึกคักอย่างมากมาย เนื่องจาก ด่านศุลกากรชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตามมาด้วย
- เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อย้ายเสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมาแย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน  และยังมีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย อันนี้รัฐบาลควรระวัง
- คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บางส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมซอร์ฟแวร์ (ที่จะให้สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทยเก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมองจะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่างชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงานกับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง  บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล
- อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่องเที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดนจะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจรมากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง
- สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้องใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น
- กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลางของอาเซียนและเป็นเมืองหลวงของไทย โดยเมืองหลวงอาจมีสำนักงานของต่างชาติมาตั้งมากขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนามบินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยายสนามบินแล้ว)
- ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลกในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ในไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัทอาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเลที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้นการเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไปลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญ อยู่แล้ว
- ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะจำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่งชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมีชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญากรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้กฎหมาย
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้