Baan Jompra

ชื่อกระทู้: "กตัญญูกตเวที" สิ่งที่หลวงปู่ชื่นพร่ำเพียรสอน [สั่งพิมพ์]

โดย: Sornpraram    เวลา: 2014-7-6 07:58
ชื่อกระทู้: "กตัญญูกตเวที" สิ่งที่หลวงปู่ชื่นพร่ำเพียรสอน
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Sornpraram เมื่อ 2014-7-6 08:06

ความกตัญญู คือ..

การรู้สึกสำนึกในคุณ ด้วยแสดงความเคารพ นับถือ เชื่อฟัง และช่วยเหลือในกิจการงานต่าง ๆ การกระทำเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและหน้าที่การงาน ความกตัญญูเป็นเครื่องหมายของคนดี การที่เยาวชนไทยได้รับการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีในเรื่องของความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณถือเป็นเรื่องที่ดี เป็นการสร้างภูมิ คุ้มกันให้สังคม การเลี้ยงดูของครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยอบรมและส่งเสริมพฤติกรรมของเยาวชนให้มีคุณลักษณะของการเป็นคนมีความกตัญญู ความตระหนักรู้ในคุณของบุคคล สัตว์ และสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อตนเองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

ปัจจุบันมีกระแสความเจริญทางเทคโนโลยีอย่างไร้ขีดจำกัด สิ่งยั่วยุให้เกิดการเบี่ยงเบนของพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของเยาวชน ตลอดจนการสร้างความเจริญทางวัตถุที่มากไปจนลืมคำนึงถึงความเจริญทางด้านจิตใจ ตลอดจนความต้องการทาง ด้านวัตถุเพื่อมาสนองความต้องการทางกาย ทางใจในการดำรงชีวิตประจำวันของสมาชิกในสังคมนั้น ทำให้เกิดการแย่งชิงโอกาส เพื่อการประกอบการเลี้ยงชีพ โดยลืมคำนึงเรื่องคุณธรรมและจริยธรรมในจิตใจ ลืมคำนึงถึงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของคนไทยที่มีความกตัญญู รู้จักตอบแทนบุญคุณ ซึ่งความกตัญญูเป็นคุณธรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง ที่จะช่วยรักษาและพยุงสังคม ไทย ผู้ที่มีความกตัญญู คือ มีจิตสำนึกในคุณท่านและคิดตอบแทน ส่วนผู้ที่ไม่มีความกตัญญูคือคนอกตัญญู ไม่รู้คุณ ย่อมถูกประณามว่า เป็นคนไม่ดี ไม่น่าคบหา ความกตัญญูเป็นคุณธรรมพื้นฐานของมนุษย์ ในสังคมมนุษย์ต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้อื่นและสิ่งอื่น ชีวิตด้านกายภาพดำรงอยู่ได้เพราะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูจากบุคคลต่างๆ มีพ่อแม่ ครูอาจารย์ ญาติพี่น้อง เป็นต้น ความกตัญญูนี้เป็นคุณธรรมที่มนุษย์ควรปฏิบัติไม่เฉพาะต่อมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น แต่รวมไปถึงต่อสัตว์และพืชด้วย ผู้ที่มีความกตัญญูย่อมจะทำตนเองให้มีความสุขและทำผู้อื่นให้มีความสุขด้วย ลักษณะของคนมีความกตัญญูตามหลักพระพุทธศาสนา มี 2 ลักษณะ ได้แก่

  • กตัญญูชั้นสามัญ คือ กตัญญูอย่างสามัญทั่วไป หมายถึง รู้อุปการคุณที่บุคคลอื่นทำให้เรา ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกตเวที คือ การตอบแทนคุณ ซึ่งเด็กจะยอมรับว่าใครมีคุณก็ต่อเมื่อเขาทำอะไรให้กับตนเท่านั้น เช่น ยอมรับว่าพ่อแม่มีพระคุณ เพราะได้เลี้ยงดูมา ยอมรับว่าครูมีพระคุณ เพราะได้อบรมสั่งสอน ยอมรับว่าญาติพี่น้องมีบุญคุณ เพราะเคยให้ข้าวให้ขนม

  • กตัญญูชั้นสัตบุรุษ เป็นความกตัญญูชั้นสูง หมายถึง การรู้จักคุณธรรมความดีที่มีอยู่ในตัวบุคคลอื่น ใครมีความดีก็รู้ว่าเขาเป็นคนดี ไม่ว่าจะทำอะไรให้เราหรือไม่ก็ตาม ไม่ยึดเอาตัวเองเป็นเครื่องวัดความดีของคนอื่น เป็นการตัดสินความดีด้วยความดี และรู้จนกระทั่งว่าธรรมทั้งหลายมีคุณค่าอย่างไร และพยายามถ่ายทอดคุณลักษณะที่ดีนั้นมาใส่ตัวเรา เพื่อจะได้ทำความดีเป็นแบบอย่างที่ดีเหมือนเขา


ส่วนการแสดงออกต่อผู้มีพระคุณมีลักษณะ ดังนี้

  • ประกาศคุณท่าน คือ การประกาศว่าผู้มีพระคุณของเราดีอย่างไรบ้าง เช่น ถ้าผู้มีพระคุณเป็นพ่อแม่ ทำโดยพูดถึงพ่อแม่ให้คนอื่นฟังได้ว่า ท่านดีกับเราอย่างไร กิจกรรมที่นิยมทำกันมากคือ การทำบัตรอวยพรวันพ่อและวันแม่ แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ ประกาศที่ตัวเอง เพราะเป็นลูกและได้รับการอบรมมาจากพ่อแม่ ฉะนั้น ความประพฤติของเด็กจะเป็นตัวประกาศคุณพ่อแม่ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม


โดย: Sornpraram    เวลา: 2014-7-6 07:59
[youtube]jInemKlSp2s[/youtube]
โดย: Sornpraram    เวลา: 2014-7-6 08:00
[youtube]Jt_PexBQSrU[/youtube]
โดย: morntanti    เวลา: 2014-7-6 09:13
ชาติหน้า ผมไม่ขอเป็นลูกของแม่อีกแล้ว!
โพสท์จัง > Webboard > ชาติหน้า ผมไม่ขอเป็นลูกของแม่อีกแล้ว!
ชาติหน้า ผมไม่ขอเป็นลูกของแม่อีกแล้ว!


เจ้าของบทประพันธ์: มิสเตอร์หูถิงซั่ว นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติไต้หวัน (ไถต้า)

เขาเกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบจากไขประสาทเสื่อม (ALS, Amyotrophic lateral sclerosis) แต่เขามีสติปัญญาดีกว่าคนรุ่นเดียวกัน เขาเป็นลูกคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว (Single mom)

คุณแม่ของเขาคือคุณเหอเหม่ยจินเลี้ยงดูเขาเพียงลำพังตั้งแต่เล็กจนโต เพราะเขาเป็นโรคกล้ามเนื้อลีบฯ จึงทำให้การเคลื่อนไหวร่างกายไม่สะดวก คุณแม่ของเขาลาออกจากการเป็นผู้จัดการบริษัทประกันภัย ออกมาเปิดบริษัทของตัวเองเพื่อเลี้ยงดูลูก ต่อมาบริษัทของคุณเหอก็ปิดตัวลง แม่ลูกจึงเก็บผักที่แม่ค้าไม่เอาแล้วในตลาดและเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใกล้หมดอายุในซุปเปอร์มาร์เก็ตมาประทังชีวิต


ทุกครั้งที่เขาเห็นสกู๊ปชีวิตในทีวี เขาจึงมักจะเอ่ยอยู่เสมอว่า “อันนี้มันน่าสงสารแล้วเหรอ!”
…………………………………………………………..

“ แม่ครับ วันนี้เป็นวันเกิดของผม วันนี้เมื่อ 23 ปีที่แล้วจนถึงตอนนี้ แม่เหนื่อยและลำบากเพราะผมมาก
เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น ลูกชายคนนี้ของแม่เกิดมาพร้อมกับโรคกล้ามเนื้อลีบฯ แม่ทนกับคำถากถางของญาติพี่น้องในทุกๆวันได้อย่างไร?

แม่ทิ้งเงินเดือนในตำแหน่งผู้จัดการอันสูงลิ่ว ชีวิตครอบครัวจบลงด้วยการหย่าร้าง แม่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเลี้ยงดูผมมาลำพังจนเติบใหญ่ ที่จริงแม่ทิ้งผมไว้ที่บ้านเด็กกำพร้าก็ได้ แต่แม่ก็ไม่ทำ เพราะอะไร?

คุณหมอบอกว่า
“เด็กคนนี้น่าจะอยู่ได้สัก 6 ปี หรือ 12 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี ”
ผมไม่รู้ว่าเมื่อแม่ได้ยินข่าวร้ายอย่างนี้ ทำไมยังพูดคุยหัวเราะบอกกับผมว่า
“คุณลุงหมอบอกแม่ว่า ลูกจะหายตอนอายุ 6 ขวบ และจะหายเป็นปกติตอนอายุ 12 ขวบ”
ตอนที่ผมอายุได้ 18 ปี อาการป่วยของผมกำเริบหนัก ทำให้ผมอยากตายให้มันแล้วๆ ไป ผมไม่รู้ว่าคนตกงานอย่างแม่ทำได้ยังไง ที่ไม่ให้สิ่งเหล่านี้มากดทับซ้ำเติมคนอ่อนแออย่างผม

วันนี้ ผมอายุ 23 ปีแล้ว ที่ผมอยู่ได้มากขึ้นในแต่ละวันก็เพราะแม่ส่งเสริมก็เพราะเกียรติของแม่ ตอนที่เรียนมัธยม แม่ทำงานใช้หนี้จนแทบไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง จึงทิ้งโอกาสที่จะเดินทางไปเกาสยงเพื่อไปรับรางวัลคุณแม่ดีเด่น แต่วันนี้ผมภูมิใจในแม่มาก ผมอยากจะบอกแม่ดังๆว่า “ผมรักแม่ แม่คือคุณแม่ดีเด่นในใจผมตลอดไป”

ตอนเล็กๆ ผมไม่เข้าใจและผมก็โมโหมาก ทุกครั้งที่ผมหกล้ม แม่ไม่เคยมาพยุงผมเลย ต่อให้ผมคลานอยู่กับพื้นที่สวนสาธารณะ ถูกผู้คนมองนานเป็น 10-20 นาที แม่ก็ไม่เคยเข้ามาพยุงผม ผมต้องกัดฟันจับเก้าอี้พยุงตัวเองขึ้นมา

เมื่อผมโตผมจึงเข้าใจ คนที่เป็นโรคเดียวกับผมไม่มีใครเดินได้ หากแม่ไม่ใจดำกับผม ผมคงจะฝึกเดินเองไม่ได้จนถึงตอนนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าแม่ทนได้ยังไงที่จะไม่เข้ามาพยุงผม ทุกนาทีที่ผมล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้น มันไม่ใช่เหมือนมีดที่คอยกรีดใจแม่เป็นร้อยๆ พันๆ ปีหรอกหรือ?

ยิ่งใครๆ เขาสงสารผม แม่ก็ยิ่งเรียกร้องกับผม ตอนเป็นเด็กกล้ามเนื้อมือไม่แข็งแรง เวลาเขียนตัวหนังสือก็เหมือนไก่เขี่ย ผมเขียนได้บรรทัดหนึ่ง แม่ก็ฉีกไปหน้าหนึ่ง เกรดไม่ดี คะแนนลดไปหนึ่งคะแนน แม่ก็ตีผม “เดินก็ไม่ถนัด ยังจะมาเรียนหนังสือแย่อีก แม่ตายไปแล้วลูกจะทำยังไง?”

ผมเรียนมัธยมจนถึงเรียนมหาลัยแห่งชาติได้ สิ่งเหล่านี้เป็นเพราะแม่คอยเตรียมการให้ การเรียนไม่ใช่สาเหตุของความสำเร็จในชีวิต แต่นี่มันปูด้วยหยดเลือดและน้ำตาของแม่ แส้ที่แม่ตีผม ทุกครั้งที่แม่ตีถูกเนื้อผมก็เจ็บไปถึงใจของแม่ แม่ยอมทนเจ็บที่ใจเพื่อให้ผมยืนหยัดได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องให้ใครเขามาสมเพชผม

ตอนที่แม่เปิดบริษัทเอง ไม่ว่าจะยุ่งยังไงก็ตาม แต่ก็จะมาส่งข้าวกลางวันให้ผมด้วยตัวเองทุกครั้ง ก็เพราะผมชอบกินข้าวกล่องของร้านนั้นเป็นพิเศษ แต่แม่ก็มาไม่ทันข้าวเที่ยงสักวัน ผมต้องถูกลงโทษให้ไปกินนอกห้องช่วงพักเรียนตอนบ่ายทุกวัน แต่ที่ผมไม่เคยบอกแม่เลยก็คือ ทุกวันที่ผมได้เห็นแม่ในช่วงกลางวัน ต่อให้แป๊บเดียว ผมก็มีความสุขมาก

ตอนที่ผมเรียนมัธยม บริษัทที่แม่เปิดต้องปิดลงเพราะหุ้นส่วนใจดำทั้งหลาย แม่จึงไปรับจ๊อบที่สำนักงานบัญชีเพื่อประทังชีวิต แต่ฟ้ายังไม่สว่างเลย แม่ก็ไปทำงานที่ร้านขายอาหารเช้าแล้ว ตอนเย็นก็ไปล้างถ้วยที่ร้านอาหารบุฟเฟต์อีก เพื่อที่จะได้เอาอาหารที่เหลือขายมาให้ผมกิน

จำได้ว่ามีอยู่คืนหนึ่ง ประมาณ 5 ทุ่ม แม่ยังไม่มารับผมที่โรงเรียน ครูสอนพิเศษพาผมลงไปรอแม่ที่เซเว่น
“เอ๊า! จะดื่มอะไร เลือกเอง ”
ผมยืนอยู่หน้าตู้แช่ กลอกตามองไปมา ผมไม่เคยใช้เงิน และก็ไม่ชินกับการซื้อเครื่องดื่ม จึงไม่รู้จะเลือกอย่างไร?
“อื่อ อันนี้อร่อยดีนะ” ครูสอนพิเศษหยิบชานมกระป๋องเขียว 2 กระป๋องไปจ่ายเงินที่เค้าท์เตอร์


ผมเข้าใจคำว่าเลือกในทันที ผมไม่มีเงิน ผมจึงเลือกเครื่องดื่มที่ผมชอบไม่ได้ ชีวิตของแม่ก็เช่นกัน แม่ก็เลือกไม่ได้เหมือนกันในตอนนั้น ผมคิดแต่เพียงว่า หากแม่มีเงินแม่ก็คงมีทางเลือกมากขึ้น ผมไม่ต้องการเป็นเศรษฐี แต่อย่างน้อย ผมอยากเป็นคนเลือกบ้าง เลือกในสิ่งที่ผมต้องการ และที่ผมต้องการก็คือ อยากให้แม่กลับบ้านเร็วหน่อย ตอนเช้าตื่นสายๆ หน่อย

ตอนที่เรียนมัธยม โรคได้กำเริบรุนแรง ทำให้ผมขึ้นรถเมล์ไปเรียนเองไม่ได้ ไม่สามารถเดินไปรับอาหารกลางวันฟรีที่สหกรณ์ได้อีก ตอนที่ต้องนั่งล้อเข็นใหม่ๆ ผมรับไม่ได้กับอุปกรณ์ส่วนเกินนี้ นอกจากร้องไห้แล้ว ผมก็อยากให้ชีวิตของผมมันจบๆไปซะที ผมถามฟ้าเบื้องบนอยู่เสมอว่า “ทำไมท่านทำกับผมอย่างนี้?” ผมรู้ว่าแม่เจ็บปวดมากกว่าผม แต่แม่กล้ำกลืนอดทนมันไว้ ทุกครั้งที่ผมร้องไห้จนเหนื่อยหอบอยู่บนโต๊ะ แม่ก็จะแซวผมว่า “ดื่มน้ำเพิ่มไหม เสียน้ำตาไปมากแล้ว เดี๋ยวน้ำในตัวจะหมด”

ในวันนั้น ผมเอามีดทำอาหารของแม่เตรียมกรีดข้อมือตัวเอง แม่เห็นก็เข้ามาแย่ง แม่เอามือของแม่จับคมมีดฉุดไปจากผม แม่ไม่ได้กลัวว่ามีดจะบาดมือแม่ยังไง แม่ห่วงแต่ว่าจะให้ผมมีชีวิตต่อได้ยังไง ผมตกใจจนต้องปล่อยมือจากมีดนั้น คลานไปนั่งที่มุมห้อง “ไม่ต้องงอแงเลย เอามีดมาให้แม่ แม่จะไปทำข้าวเย็น!”

ผมรู้สึกมันไร้สาระมาก ผมไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว แม่ยังจะมาทำข้าวเย็นให้กินอีก แต่แม่รู้ไหมครับ คำๆ นี้ของแม่อยู่กับผมในช่วงเวลาที่ชีวิตดิ่งลงเหวลึกเสมอมา “ไม่ว่าจะเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานเพียงใด พรุ่งนี้ก็ยังคงจะมาถึง ชีวิตยังคงต้องสู้ต่อ” นี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากวันนั้น ขอบคุณแม่มาก ที่เลี้ยงดูผมมาอย่างไม่ปรักปรำพร่ำบ่น

แม่ยิ่งใหญ่สำหรับผมมาก หากชาติหน้ามีจริง ผมจะไม่ขอเป็นลูกของแม่อีก ผมจะขอเกิดมาเป็นพ่อของแม่ เป็นแม่ของแม่ ผมขอเป็นคนดูแลแม่ ไม่ต้องให้แม่เจ็บปวดและทุกข์ทรมานอย่างนี้อีก
แม่ครับ ผมรักแม่!”


ปล. ทิมมี่ แนะนำให้หากระดาษทิชชู่ไว้ใกล้มือ เพราะน้ำตาอาจจะไหลมาอย่างไม่อาจห้ามได้เลยครับ




ที่มา: นุสนธิ์บุคส์



โดย: wind    เวลา: 2014-7-6 12:30
คุณธรรมพื้นฐานของสังคม และทุกปวงปรัชฌา ทุกๆศาสนา ต่างก็สรรเสริญและยกให้เรื่องความกตัญญูเป็น สิ่งที่ต้องประพฤติปฏิบัติ
โดย: Nujeab    เวลา: 2014-7-7 14:13
ขอบคุณครับ จะระลึกไว้เสมอครับ
โดย: รามเทพ    เวลา: 2014-7-8 22:51
ความกตัญญู พื้นฐานรองรับสิ่งดีๆ
ไร้ความกตัญญูแล้วไซร์ไร้ความเจริญรุ่งเรืองแล
โดย: sritoy    เวลา: 2014-7-9 15:15
ขอบคุณครับ
โดย: oustayutt    เวลา: 2014-7-9 18:35
ขอบคุณครับ
โดย: รามเทพ    เวลา: 2014-7-18 11:33
กตัญญูๆๆ
โดย: Sornpraram    เวลา: 2014-9-12 06:58

โดย: Sornpraram    เวลา: 2014-11-15 06:38

โดย: majoy    เวลา: 2014-11-15 23:36

โดย: kruangbin    เวลา: 2014-11-16 07:53

โดย: Sornpraram    เวลา: 2014-12-18 13:45
[youtube]jInemKlSp2s[/youtube]
โดย: majoy    เวลา: 2014-12-19 07:10

โดย: bigbird    เวลา: 2014-12-19 10:37

โดย: รามเทพ    เวลา: 2015-1-25 06:29

อย่าเพลินทำบุญกับพระ แล้วลืมพ่อแม่



อย่าเพลินทำบุญกับพระ แล้วลืมพ่อแม่

ถ้าหากว่าใครไม่สนใจกับการดูแลเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ละก็ มาทำบุญกับหลวงพ่อนี่

หลวงพ่ออยากจะบอกว่า มาทำ ทำไม ...

พ่อแม่เป็นพระองค์ประเสริฐของเรานี่ ไปเที่ยวเร่ร่อนหาทำบุญแต่ต่างถิ่นต่างแดน

แต่ปล่อยให้พ่อแม่เฝ้าบ้าน ต้มหุงกินเองอยู่คนเดียว มันไม่เข้าท่า


ก่อนอื่น จะไปทำบุญที่ไหน ต้องกะว่าพ่อแม่เราต้องอิ่ม มีของดีๆ ขนไปทำบุญกับพระกับสงฆ์หมด

กล้วยเน่าๆ เอาไว้ให้พ่อแม่กิน มันไม่เข้าท่าเลยนะจะบอกให้ เอาไปทำบุญกับพระอย่างไร

ก็ต้องให้พ่อให้แม่ด้วย ทำอย่างนั้นมันถึงจะถูกต้อง หรือไม่ก็ให้ดีกว่าก็ยังได้

เพราะสมบัติทุกสิ่งส่วนของเราได้มาจากท่าน เรามีมือมีเท้าสำหรับเดิน

ท่านเป็นผู้สร้างให้เรา แล้วเรามีวิชาความรู้ ท่านก็เป็นผู้หาให้เรา เพราะฉะนั้น

จะไปมองข้ามท่านได้อย่างไร พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ ลบหลู่ดูหมิ่นไม่ได้

บางคนเอาโฉนดที่ดินมาให้เป่า

“โอ๊ย! ขอให้ขายได้เถอะ ขายได้แล้วจะมาทำบุญกับหลวงพ่อ”

“โอ๊ย! อย่ามาให้สินบนหลวงพ่อเลย ขายได้จะเลี้ยงครอบครัว ให้มันสุขสบาย”

นั่นมันเป็นความจริง เรามีเงินมีทอง มีทรัพย์สมบัติ เลี้ยงครอบเลี้ยงครัวของเราให้มีความสุขสบาย

บุญนั่นเอาไว้คุยกันทีหลัง คนทั้งหลายไปมองข้ามจุดนี้

มาตาปิตุอุปัฏฐานัง อุปัฏฐากเลี้ยงบิดามารดา ก็เป็นบุญ ปุตตทารัสสะ สังคโห

เลี้ยงลูกเลี้ยงเมียให้มีความสุข ก็เป็นบุญ

ใครทั้งหลายก็มัวแต่จะไปหาเอาบุญกับพระกับสงฆ์

ไม่ทราบว่าพระท่านจะมีบุญที่ไหนมาให้เรามากมายนักหนา

แต่ตัวท่านเองท่านก็ยังจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว



หลวงพ่อพุธ ฐานิโย



โดย: majoy    เวลา: 2015-2-4 06:59
   
โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-2-11 07:37
ฟ้าดินให้ความสำคัญกับความกตัญญูเป็นอันดับแรก

ความกตัญญูเพียงหนึ่งคำ ทำให้ทั้งครอบครัวมีความร่มเย็นเป็นสุข
ผู้ที่มีความกตัญญูจะสามารถให้กำเนิดบุตรที่มีความกตัญญู
บุตรหลานที่กตัญญูย่อมมีสติปัญญาและคุณธรรมอันดีงาม
ความกตัญญูมิได้อยู่ที่การให้บิดามารดาได้รับประทานอาหารที่ดีและมีเสื้อผ้าอาภรณ์สวมใส่

คุณค่าแห่งกตัญญุตาธรรมอยู่ที่ความกตัญญูที่ออกจากจิตใจอันแท้จริง
การกตัญญูต่อบิดามารดา เมื่อบิดามารดาว่ากล่าวตักเตือนอย่าได้เถียงคำ
ศรัทธาไหว้พระ ทำความดี ก็ถือว่าเป็นผู้กตัญญู
ปากของบุตรกตัญญูจะเปี่ยมด้วยคำพูดแห่งความกตัญญู
สะใภ้ที่กตัญญู ก็จะมีสีหน้าและรอยยิ้มแห่งความกตัญญู

หากได้กตัญญูต่อบิดามารดาของสามีอย่างเต็มที่
ก็จะได้ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญูและเป็นเมธีผู้ดีงามพร้อม

ร้อยกระทำ หมื่นกุศลความดีงาม ความกตัญญูสำคัญเป็นสำคัญอันดับแรก
กตัญญูทำให้ได้อาศัยพระพุทธานุภาพให้ล่วงพ้นสวรรค์เก้าชั้นฟ้า
บุญวาสนา เกียรติยศที่ได้มาล้วนเพราะคำว่า “กตัญญู”
ความกตัญญูนั้นสามารถดลจิตดลใจให้ฟ้าเบื้องบนซาบซึ้งใจได้
และจะมองบุตรที่มีความกตัญญูด้วยสายตาเอ็นดูเป็นพิเศษกว่าผู้ใด

ทุกคนล้วนสามารถกตัญญูต่อบิดามารดาได้มิใช่อยู่ที่ความมั่งมีหรือยากจน
เคารพ กตัญญูต่อบิดามารดาดั่งเคารพฟ้าเคารพดิน
เมื่อเป็นคนหากสามารถแสดงความกตัญญูต่อบิดามารดาแล้ว
รุ่นบุตรของตนก็จะกตัญญูต่อตนเช่นกัน
การได้แสดงความกตัญญูในขณะที่บิดามารดายังมีชีวิตอยู่
จึงจะถือได้ว่ามีความกตัญญูอย่างแท้จริง

เรื่องราวต่างๆที่เกิดอุปสรรคไม่ราบรื่น


ก็เพราะไม่มีความกตัญญู..

เมื่อไม่กตัญญู ยามต้องอับจนลำบากก็อย่าได้โทษฟ้าดิน


การมีชีวิตบนโลกนี้ อะไรฤาจะสู้แรงกตัญญู


โดย: wee    เวลา: 2018-2-11 21:07
ขอบคุณครับ
โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-2-12 06:34



โดย: majoy    เวลา: 2018-3-28 08:07

โดย: Metha    เวลา: 2018-4-5 04:02

กราบหลวงปู่ ครับ
โดย: Nujeab    เวลา: 2018-4-5 12:24

โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-4-12 18:57
รามเทพ ตอบกลับเมื่อ 2014-7-8 22:51
ความกตัญญู พื้นฐานรองรับสิ่งดีๆ
ไร้ความกตัญญูแล้วไซร์ไร้ความเจริญรุ่งเรืองแล

ความกตัญญู


พื้นฐานรองรับสิ่งดีๆ

ไร้ความกตัญญูแล้วไซร์



ไร้ความเจริญรุ่งเรืองแล




โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-4-12 18:59
คุณธรรมพื้นฐานของสังคม


และทุกปวงปรัชฌา ทุกๆศาสนา


ต่างก็สรรเสริญและยกให้เรื่องความกตัญญู


เป็น สิ่งที่ต้องประพฤติปฏิบัติ




โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-4-16 11:22


โดย: Metha    เวลา: 2018-8-27 04:12

โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-8-27 08:59

โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-11-7 06:05


โดย: Nujeab    เวลา: 2018-11-7 10:02

โดย: Sornpraram    เวลา: 2018-11-16 06:31

โดย: รามเทพ    เวลา: 2023-5-9 07:38





ยินดีต้อนรับสู่ Baan Jompra (http://baanjompra.com/webboard/) Powered by Discuz! X3.2