Baan Jompra

ชื่อกระทู้: พระนาคปรกหลวงพ่อรุ่ง วัตถุมงคลคู่บารมีเสือผาด [สั่งพิมพ์]

โดย: Sornpraram    เวลา: 2019-10-28 12:00
ชื่อกระทู้: พระนาคปรกหลวงพ่อรุ่ง วัตถุมงคลคู่บารมีเสือผาด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Sornpraram เมื่อ 2019-10-28 12:04

พระนาคปรกหลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม พระเครื่องที่หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม พกติดกายในวัยหนุ่ม  หรือแม้แต่ เสือผาด ทับสายทอง ยังต้องพกติดกายจนนาทีสุดท้าย ของชีวิต






เสือผาด ทับสายทอง หรือที่คนส่วนใหญ่ เรียกว่า คุณพระ เป็นคนหนองขาหยั่ง นครปฐม ถือเป็นเสือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย ระหว่าง ปี พ.ศ.2490- 2494 ชื่อเสียงของเสือผาด โด่งดังทั่วประเทศไทย จนถึงขนาดที่ นายตำรวจมือปราบ ประจันหน้ากับเสือผาด ยังไม่กล้าแสดงตัวจับเสือผาด
เสือ ผาด เป็นคนจริง เคยติดคุกเมื่อออกจากคุก ก็ได้วิชาหมอตำแยและวิชาสมุนไพรแผนโบราณเกี่ยวกับการรักษาโรคผู้หญิง ที่ผู้ชายซุกซนชอบเป็นกัน เสือผาดเมือออกจากคุกก็ได้ ใช้วิชาแพทย์ช่วยเหลือผู้คนแถวละแวกบ้านและใกล้เคียง จนชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่นับถือของชาวบ้านกันมาก
จริงๆ แล้ว เสือผาดเป็นคนรูปร่างเล็ก หน้าตาไม่น่ากลัวเหมือนชื่อเสียง ถ้าบอกว่าเสือผาดเป็นครู โดยดูจากหน้าตา ก็ไม่เกินเลยจากความเป็นจริง แต่ชีวิตผกผัน ทำให้เสือผาดต้องมีชีวิตผกผัน มาเป็นเสือร้ายที่ผู้คนเกรงกลัว แม้แต่ ชื่อของเสือผาดยังไม่กล้าเรียก หรือเพราะความเป็นคนจริง มีเมตตา ช่วยเหลือผู้คน ก็เหลือที่จะ้เดาได้ แต่ผู้คนในยุคนั้นเรียกกันว่า คุณพระ
เสือ ผาด เกิดวันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2448 เวลา 22.30 น. ตรงกับวันแรม 5 ค่ำ เดือน 8 ปีมะเส็ง ตามรูปดวงชะตาเกิดของเสือผาด ตกอยู่ใน เพชฌฆาตฤกษ์และราชาฤกษ์ ซึ่งมีอิทธิพลต่อดวงชะตาชีวิตของเสือผาด ทำให้มี ชีวิตผกผันแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ถ้าไม่ดีก็จะกลายเป็นร้าย
ชะตาตกอยู่ใน เพชฌฆาตฤกษ์ ทำให้เสือผาด เป็นคนเด็ดเดี่ยว ทำอะไรทำจริง ไม่เกรงกลัวใคร
ชะตาตกอยู่ใน ราชาฤกษ์ ทำให้เสือผาด เป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่นับถือ รักใคร่ ต่อผู้คน
ถึงแม้จะได้ชื่อว่า เป็นเสือร้าย แต่ เสือผาดก็เป็นคนจริง ก่อนที่จะออกปล้นบ้านใดจะมี หมายไปติดที่หน้าบ้าน ที่จะทำการปล้น ถ้าเจ้าของบ้านยินยอม ก็จะนำข้าวของมาวางไว้ที่หน้าบ้าน เสือผาดก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าเจ้าของบ้านไม่นำข้าวของมาวางไว้หน้าบ้าน เสือผาดก็จะเข้าทำการปล้น ถ้าเจ้าบ้านไม่สู้ก็จะไม่ทำอะไร แต่ถ้าสู้ ก็ต้องตาย เคย มีคนเก่าเล่าให้ฟังว่า เสือผาดได้ทำการปล้นคณะลิเกที่มาแสดง แถวดอนตูม จับลิเกทั้งคณะ ให้ไปเล่นที่ชุมโจร โดยลิเกทั้งคณะต้อง แก้ผ้าเล่น หรือ อีกครั้งหนึ่งเสือผาดได้ทำการปล้นบ้านหลังหนึ่ง กวาดทรัพย์สินไปหมด แต่เจ้าของบ้านอ้อนวอนขอเงินคืนส่วนหนึ่ง เพราะเจ้าของบ้านจะทำการบวชลูก เสือผาดก็ให้คืนมา พร้อมกับส่งคนมาดูว่ามีงานบวชจริงหรือเปล่า
ในชีวิตจริง เสือผาดเป็นคนที่นับถือและศรัทธาในพุทธคุณของพระเครื่อง เล่ากันว่า ก่อนที่เสือผาดจะออกเดินทางออกจากบ้านหรือชุมโจร จะทำการสวดมนต์อยู่ในห้องคนเดียวเป็นเวลานาน นับชั่วโมง โดยสวดมนต์และทำการปลุกเสกพระเครื่องที่ใช้ประจำติดตัว จึงมีหลายครั้งที่ตำรวจล้อมจับเสือผาดจนมุม แต่ก็หาตัวเสือผาดไม่เจอ
ในชีวิตของเสือผาด เกจิที่เสือผาดนับถือมากที่สุด และไม่เคยขาดพระเครื่องของเกจิองค์นั้นไปจากตัวของเสือผาดเลย ก็คือ
หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม
พระเครื่องของ หลวงพ่อรุ่ง พิมพ์นาคปรก เป็นพระเครื่องที่เสือผาด ไม่เคยขาดไปจากคอ จนกระทั่งวันสุดท้ายของชีวิต ไม่เพียงแต่เสือผาดเท่านั้น พระพิมพ์นาคปรกนี้ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม เองก็นำติดตัวตลอดเวลา ในระหว่างออกเดินธุดงค์ ในสมัยที่ยังเป็นพระหนุ่ม
ใน สมัยที่มีการตกลงที่จะมอบตัวครั้งแรก ต่อหน้าหลวงพ่อเงิน เสือผาดได้นำพระนาคปรกหลวงพ่อรุ่ง ออกมาอวดต่อหน้านายตำรวจใหญ่เมืองนครปฐมและผู้ติดตามหลายคน แล้วเล่าว่า
ชีวิตของตนรอดตาย หลายต่อหลายครั้ง ก็จากพุทธคุณของพระพิมพ์นาคปรก หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม ถึงขนาดที่เคยถูกล้อมจับ ไม่มีน้ำกิน เคยอาราธนาพระพิมพ์นาคปรก หลวงพ่อรุ่ง ทิ้งลงไปในน้ำที่จะตักมาดื่ม ผลปรากฏว่า บริเวณที่พระตกลงไป น้ำจะใสสะอาดทันที
วัดดอนยายหอม ในอดีตชื่อว่า วัดโคกยายหอม ตั้งอยู่ในที่ลุ่ม ทำให้เวลาในหน้าฝน น้ำจะท่วมวัด พระสงฆ์ได้รับความลำบากมากในการดำรงค์ชีวิต จวบจนกระทั่ง หลวงพ่อทรัพย์ วัดงิ้วราย ได้ชักชวนให้ชาวบ้านมาช่วยกันย้ายวัดมาตั้งใหม่ในที่ดอน และช่วยกันสร้างจนสำเร็จและเปลี่ยนชื่อใหม่ว่า วัดดอนยายหอม
แต่หลวงพ่อทรัพย์ ท่านไม่รับเป็นสมภารเจ้าอาวาส และท่านพร้อมกับชาวบ้าน ได้เดินทางไปยังวัดทอง (สุวรรณาราม ) บางกอกน้อย นิมนต์ พระวินัยธร ( ฮวบ พรหมศร ) ให้มาเป็นสมภารเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดดอนยายหอม ใน ปีพ.ศ.2400 ในขณะนั้นหลวงพ่อฮวบ มีอายุได้เพียง 25 ปี และท่านยังเป็นญาติกับหลวงพ่อเงิน โดยมีศักดิ์เป็นลุง




โดย: Sornpraram    เวลา: 2019-10-28 12:01
หลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอม เดิมชื่อ รุ่ง วัดแก้ว เกิดในระหว่าง ปี พ.ศ. 2496 หลังจากที่หลวงพ่อฮวบ ได้มรณภาพใน ปีพ.ศ.2465 หลวงพ่อรุ่ง ได้อยู่ในตำแหน่ง รักษาการเจ้าอาวาสวัดดอนยายหอม ได้ เพียง 1 ปี หลวงพ่อรุ่งได้ลาสิกขาบท ในปี พ.ศ. 2466 ขณะที่ท่านมีอายุได้ 70 ปี และหลวงพ่อเงิน ได้ดำรงค์ตำแหน่งเจ้าอาวาสสืบต่อจากหลวงพ่อรุ่ง โดยที่หลังจากลาสิกขาบท หลวงพ่อรุ่งได้ใช้ชีวิตฆราวาสอยู่หลายปี และได้มี ภรรยาหนึ่งคน และมี บุตรชาย 3 คน หญิง 1 คน
หลวงพ่อรุ่ง เป็นศิษย์ก้นกุฎิของหลวงพ่อฮวบ ท่านมีความเจนจัดในด้านวิปัสสนากรรมฐาน และพุทธาคมมาก เรียกได้ว่า ท่านเป็นพระที่ร้อนวิชาองค์หนึ่งทีเดียว เฉกเช่นกับหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง ท่านได้สร้างพระเครื่องไว้หลายรูปแบบด้วยดินขุยปู แต่ที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดได้แก่ พระพิมพ์นาคปรก นอกจากนั้นท่านก็ได้สร้างตะกรุดไม้รวก ไว้แจกแก่ศิษย์เช่นเดียวกัน
หลวงพ่อรุ่ง ถือได้ว่าเป็น อาจารย์ใหญ่ของหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ที่มีความใกล้ชิดกันมาก พุทธาคมที่หลวงพ่อเงิน เรียนรู้ส่วนใหญ่จะ ได้มาจากหลวงพ่อรุ่ง ในช่วงที่หลวงพ่อรุ่งยังมีชีวิตอยู่ในเพศฆราวาส ท่านมีชื่อเสียงโด่งดังมาก ไม่แพ้หลวงพ่อฮวบ อาจารย์ของท่าน
สาเหตุหนึ่งที่คาดกันว่าหลวงพ่อรุ่งต้องลาสิกขาบท อาจเป็นเพราะว่า ถ้าท่านยังอยู่ในเพศฆราวาส คนแถววัดดอนยายหอม จะไม่เชื่อถือหลวงพ่อเงิน ที่เป็นเจ้าอาวาสในขณะที่มีวัยเพียง 33 ปี เท่านั้น
เสือผาดทับสายทอง ให้ความเคารพและนับถือหลวงพ่อรุ่ง วัดดอนยายหอมมาก นอกจากได้พระนาคปรกจากหลวงพ่อรุ่งไว้คุ้มครองแล้วยัง ได้วิชาจากหลวงพ่อรุ่ง ไว้ป้องกันตัว โดยเฉพาะ วิชากำบังกาย ถึงขนาดที่ว่า เสือผาดเดินผ่านตำรวจมือปราบได้ โดยที่นายตำรวจผู้นั้นไม่เห็น และก็เป็นที่ยอมรับของตำรวจว่าหลายครั้งที่ ล้อมจับเสือผาดแล้วหาตัวไม่พบ
ใน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2494 เสือผาดได้ถูกตำรวจล้อมจับบริเวณ สถานีรถไฟหนองปลาดุก ต.ปากแรต อ.บ้านโป่ง นายตำรวจและผู้ติดตามนับสิบคน ได้เข้าล้อมจับเสือผาดที่จนมุมอยู่กลางทุ่งนา พร้อมกับเสือสังวาลย์ สมุนคู่ใจ แต่ทั้งคู่ไม่ยอมแพ้ ได้เกิดการต่อสู้กับตำรวจ จนกระทั่งเสือสังวาลย์ ถูกยิงตาย ยังคงเหลือแต่เสือผาด แต่ตำรวจก็ไม่กล้าเข้าล้อมจับ
จนกระทั่งมีเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด หลังจากนั้นตำรวจได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่า
เสือ ผาดได้ใช้ปืนยาว พระรามหก ยิงกรอกปากตัวเองด้วยกระสุนนัดสุดท้ายที่เหลืออยู่ เพราะไม่ยอมจนมุมและไม่ยอมตายด้วยเงื้อมือตำรวจ แต่ขอปลิดชีพตัวเอง
ก่อนที่เสือผาด จะยิงตัวตาย ได้ถอดพระเครื่องที่แขวนติดตัวทั้งหมด ฝังเอาไว้ในรูปู โดยหลังจากที่ตำรวจเข้าชันสูตรศพเสือผาด ได้นำพระของเสือผาดมาไว้ที่หน้าอกและถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐาน
แต่ผลจากการชันสูตรศพ พบว่า เสือสังวาลย์โดนปืนร่างพรุึน แต่เสือผาด มีรอยช้ำเป็นจ้ำๆทั่วทั้งตัว จากการที่โดนกระสุนปืนจากตำรวจและคณะ แต่ไม่เข้าเลยแม้แต่นัดเดียว
ผลจากการที่เสือผาดถูกยิงทั่วร่าง ถึงแม้จะไม่มีนัดใดเข้าเลย แต่ฤทธิ์จากความแรงของกระสุนปืน ก็ทำให้เสือผาดเกิดอาการเจ็บช้ำไปทั่วทั้งตัว ไม่สามารถหนีการจับกุมได้เฉกเช่นเคย ทำให้ต้องตัดสินใจปลิดชีพตัวเอง
สมศักดิ์ศรีเสือไม่ทิ้งลาย
หลังจากเสือผาดเสียชีวิต ไ้ด้มีการพยายามตัดคอเสือผาดเพื่อนำมาประจาน โดยตำรวจนายหนึ่งที่ถูกส่งไป เป็นสายในชุมโจรเสือผาด จนเสือผาดไว้ใจ อันเป็นผลให้เสือผาดต้องจบชีวิตในที่สุด แต่ไม่สามารถตัดคอของเสือผาดได้สำเร็จ จนถึงขนาดที่ต้องไปขอให้หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ถอนอาคมที่อยู่ในตัวเสือผาด
หลวงพ่อเงิน ท่านบอกว่าไม่ใช่กิจของสงฆ์
แต่ก็ไม่ละความพยายาม นายตำรวจผู้นั้น ได้ไปหลอก หลวงพ่อบุญธรรม เืพื่อขอยืมมีดหมอประจำตัวของท่านมา และ นำมีดหมอของท่านมาตัดคอเสือผาดได้เป็นผลสำเร็จ โดยที่หลวงพ่อบุญธรรมไม่ทราบวัตถุประสงค์ที่แท้จริง แต่หลังจากนั้นเพียงอาทิตย์เดียว นายตำรวจผู้นั้นก็ มีอันเป็นไปและเสียชีวิตในที่สุด
หลวงพ่อบุญธรรม ท่านเป็นพระที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น แต่คนนอกพื้นที่ไม่ค่อยรู้จักท่าน ท่านเป็น หลานของหลวงพ่อปาน วัดบางนมโค พระเครื่องที่ท่านสร้าง จะต้องมีการปั๊ม ตัว ธ. ไว้ที่ด้านหลังทุกพิมพ์หลังจาำกที่ตัดคอเสือผาดได้แล้ว ทางตำรวจได้นำคอของเสือผาดมาแขวนประจานที่บริเวณ ด้านข้างกองบังคับการตำรวจภูธรภาค 7
แต่แขวนประจานได้เพียง 3 วัน ได้ถูกทุกด้าน โจมตีถึงความป่าเถื่อน จน พลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ ต้องสั่งให้นำลง และให้ลูกของเสือผาดนำส่วนคอของเสือผาดไปบำเพ็ญกุศลในทีสุด
ในชีวิตของเสือผาด แม้จะเป็นที่กล่าวขวัญและยำเกรงของผู้คน รวมไปถึงตำรวจ แต่เสือผาดก็นับถือศาสนาพุทธ หลังจากสิ้นหลวงพ่อรุ่ง เสือผาดถูกตามล่าตัว จนอยู่ไม่เป็นที่เป็นทาง แต่เสือผาดเองก็ยังแอบ ไปหาเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนครปฐม หลายต่อหลายองค์ ไม่ว่าจะเป็นหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม และหลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม
ในปี พ.ศ. 2493 เศษ เสือผาดได้มากบดานแถววัดสามง่าม และได้แอบมาหาหลวงพ่อเต๋ เพื่อให้หลวงพ่อเต๋สักให้ แต่เป็นยามพลบค่ำ หลวงพ่อเต๋ไม่สะดวก จึงให้ ลูกศิษย์ของท่านองค์นึงมาสักให้เสือผาด โดยที่หลวงพ่อเต๋ จะทำการประสิทธเมให้หลังจากที่ทำการสักยันต์เสร็จแล้ว และในปัจจุบันนี้ ลูกศิษย์หลวงพ่อเต๋องค์นั้น ได้กลับมา จำพรรษาที่วัดสามง่าม
พระองค์นั้นคือ หลวงตาขวัญ ในปัจจุบัน



โดย: Sornpraram    เวลา: 2019-10-28 12:01
ศิษย์นอกครู ลูกนอกคอก
ออกชื่อว่า เสือผาด ทับสายทอง แล้ว คนในยุคสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่าง พ.ศ.2484 ถึง พ.ศ.2490 ย่อมจะรู้จักกันดี
บางคนเรียกชื่อเขาว่า “ขุนโจร 7 จังหวัด” เพราะเขามีชื่ออยู่แถวจังหวัด นครปฐม ราชบุรี กาญจนบุรี สุพรรณบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และจังหวัดธนบุรี ทั้ง 7 จังหวัดนี้ เป็นแดนปล้น เป็นแดนอิทธิพลของเขาโดยตลอด อย่างน้อยเสือเล็ก เสือน้อย ที่เรียกว่าเสือปลา ไม่ใช่เสือโคร่งลายพาดกลอน ก็อ้างชื่อเสียงของเขาออกหากินด้วย
ส่วนใหญ่ จะไม่กล้าออกชื่อเขา มักจะออกชื่อกันว่า “คุณพระ” คำว่า “คุณพระ” เป็นชื่อที่ชาวนครปฐมทั่วไปเรียกขื่อเขาลับหลัง เป็นที่รู้กันว่า หมายถึง เสือผาด ทับสายทอง คนกลัวเขาขนาดไม่เรียกออกชื่อเขาทีเดียว เพราะไม่รู้ว่าจะถึงหูเสือผาดเข้าเมื่อไร และจะถูกฆ่าตายเมื่อไรก็ไม่รู้ตัว พูดกันถึงขนาดที่ว่า ข้าราชการ ตำรวจ ก็กลัวเสือผาด เป็นลูกน้อง หรือเป็นสายเสือผาดเกือบทุกคน
นายผาด ทับสายทอง มีน้องชายคนหนึ่ง ชื่อ พุ่ม ทับสายทอง เป็นนักเลง ชอบดื่มเหล้า ใครอยากจะให้ตีหัวใครก็ขอเหล้าขวดเดียว แล้วเขาก็จะตีหัวให้ หรือชกหน้าให้ตามต้องการ
คราวหนึ่ง เขาฝากชื่อไว้ในแผ่นดินสยาม โดยเขาถือปืนเข้าไปดักยิงจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สนามหลวง แต่ยิงพลาด ไม่ถูกที่สำคัญ แต่ก็ยิงถูก และถูกตัดสินจำคุก
เล่าเรื่องเสือผาดประกอบ ก็เพื่อจะบอกว่า เสือผาด ทับสายทอง ก็เป็นศิษย์นอกครู ลูกนอกคอก ของหลวงพ่อเงิน
เสือผาด เริ่มมีชื่อมาตั้งแต่ปล้นฆ่า ร.ต.ต.เจี่ย แสงโชติ บิดาของ พล.ต.ต.จุมพล แสงโชติ (นายพลตำรวจตรีคนนี้ เป็นเพื่อนนักเรียนชั้นเดียวกับผู้เขียน และนายชื่น ทักษิณานุกูล เมื่อเรียนอยู่ที่โรงเรียนพระปฐมวิทยาลัย)
เสือผาด ถูกจับได้ ติดคุกอยู่หลายปี พอออกจากคุกก็ปล้นอีก เสือฮุย เสือเภา เพื่อนเสือด้วยกัน ถูกตำรวจยิงตาย เสือผาดหลบหนีรอดไปได้
คราวหนึ่ง นายจรูญ ผาสุกวณิชย์ นายอำเภอเมืองนครปฐมพร้อมด้วยนายศักดิ์ เศรษฐบุตร ปลัดอำเภอ และตำรวจ เข้าล้อมจับที่ตำบลหนองขาหยั่ง เสือผาดแอบอยู่ในห้องเจ้าหน้าที่ค้นจนทั่วไม่เห็นเขา
อีกครั้งหนึ่งเสือผาด กำลังอยู่ในวงการพนัน เล่นโปกัน ที่บ้านวังน้ำขาว ส.ต.ท.ทัพ เนาวรัตน์ นำตำรวจ 20 คน เข้าล้อมจับเสือผาดนั่งอยู่ ตำรวจหลายคนไม่เห็นเขา
อีกครั้งหนึ่ง เดินสวนกับ ร.ต.ต.ประสิทธิ์ วทานนท์ และพลตำรวจไสวที่สนามบินต้นสำโรง ตำรวจยิงด้วยปืนยิงเร็วในระยะเผาขน จนฝุ่นกลบตัวแต่ไม่ถูกเสือผาด เสือผาดหายตัวไปข้าง ๆ เนินดินในเวลากลางวันแสก ๆ
ครั้งสุดท้ายที่เขาปล้นที่ตำบลคุ้งพยอม อำเภอบ้านโป่ง พ.ต.ท.ประชา บูรณะธนิต ได้อำนวยการสืบสวนและวางแผนซ้อนกลส่งคนเข้าเป็นพวกปล้นด้วย ได้เกิดยิงต่อสู้กันกับตำรวจที่ส่งกำลังไปล้อม จนนายตำรวจชั้นร้อยตำรวจโท ตายไปคนหนึ่ง แต่เสือผาดหนีไปได้ไม่บาดเจ็บ เมื่อถูกล้อมจับจนมุมในทุ่งนา เสือผาดก็ถอดเอาพระเครื่องออกโยนทิ้ง แล้วระเบิดสมองตัวเองตายไป ไม่ใช่ตำรวจยิงตายแต่อย่างใด เสือผาดได้ออกปล้นมานับสิบ ๆ ครั้ง ถูกตำรวจยิงหลายครั้ง แต่หนีรอดไปได้ทุกครั้ง จนเป็นที่เลื่องลือกันแม้ในหมู่ตำรวจว่า เสือผาดมีของดี
ครั้งหนึ่ง พล.ต.ต.เนื่อง อาขุบุตร และ พ.ต.อ.สะอาด รัชตะประกร ได้ติดต่อขอให้เสือผาดเข้ามอบตัว เสือผาดก็เข้าพบสนทนาด้วย
ครั้งหนึ่ง พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจติดต่อขอพบ เขาก็เข้าพบที่พระแม่ธรณีบีบมวยผม ที่ข้างสนามหลวง ได้พบและสนทนากันแล้ว ต่างฝ่ายต่างก็รักษาวาจาสัตย์ ไม่ทำร้ายกัน แล้วต่างคนก็ต่างแยกกันกลับไป
คราวที่นัดพบกับนายตำรวจใหญ่นั้น ตำรวจใช้หลวงพ่อเงินเป็นสื่อนัดพบ คณะที่ไปพบเสือผาดมี พล.ต.ต.เนื่อง อาขุบุตร ผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 7 นครปฐม พ.ต.อ.สะอาด รัชตะประกร ผู้กำกับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐม นายทองสุก สุวัตถี นายอำเภอเมืองนครปฐม นายหล่อ สีละชาติ ศึกษาธิการจังหวัดนครปฐม และ นายชื่น ทักษิณานุกูล ลูกศิษย์และลูกบุญธรรมของหลวงพ่อเงิน โดยนายชื่น ทักษิณานุกูล ได้ล่วงหน้าไปก่อน ได้ไปพบกับนายจันทร์ ชาวบ้านตำบลดอนยายหอม และได้พบกับเสือผาดที่นั่น แล้วจึงพาเสือผาดมาพบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่หน้าโบสถ์วัดดอนยายหอม โดยมีหลวงพ่อเงิน เป็นประธานอยู่ด้วย





ยินดีต้อนรับสู่ Baan Jompra (http://baanjompra.com/webboard/) Powered by Discuz! X3.2