
แผนที่ความร้อนในเดือนมีนาคม 2015 (ภาพ: CNN)ตามข้อมูลของศูนย์ข้อมูลสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (NCEI) ของ NOAA เมื่อเดือนมีนาคม 2015 อุณหภูมิพื้นผิวดินและผิวน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.85 องศาเซลเซียสจากอุณหภูมิเฉลี่ยของศตวรรษที่ 20 สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1880 ร้อนกว่าสถิติเดิมเมื่อเดือนมีนาคม 2010 อยู่ 0.05 องศาเซลเซียส
ภาพการแตกตัวของชั้นน้ำแข็ง ลาร์สัน ส่วน บี เมื่อปี 2002 (ภาพ: AFP PHOTO)อย่างไรก็ตาม องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของน้ำแข็งในแอนตาร์กติก เป็นผลมาจากการลดลงของน้ำแข็งในขั้วโลกเหนือไปถึง 1 ใน 3 ส่วน ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าเสียหายมากกว่า และนาซายังเปิดเผยผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ว่า ชั้นน้ำแข็งซึ่งมีอายุกว่า 10,000 ปีในแอนตาร์กติก จะละลายหายไปภายในปี 2020
เกิดปรากฏการณ์มิราจ บนถนนในอินเดีย เนื่องจากสภาพอากาศร้อนจัดเพราะคลื่นความร้อน (AFP PHOTO)นอกจากธารน้ำแข็งทั่วโลกแล้ว น้ำแข็งตามธรรมชาติในพื้นที่อื่นๆ ทั่วโลกก็ลดลงเรื่อยๆ เช่นกัน โดยภาวะโลกร้อนทำให้ปริมาณหิมะปกคลุมในซีกโลกเหนือเส้นศูนย์สูตรลดลง โดยเฉพาะในช่วงฤดูใบไม้ผลิ และในช่วงเดือนมีนาคมปีนี้ ก็เป็นปีที่มีปริมาณหิมะปกคลุมในซีกโลกเหนือน้อยที่สุดเป็นลำดับที่ 7 เท่าที่เคยมีการบันทึกสถิติมา
ควันจากโรงงานในกรุงโซเฟีย ของบัลแกเรีย บดบังแสงจากพระอาทิตย์ยามเช้า (ภาพ: AFP PHOTO)คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) เตือนว่า โลกต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 40-70% ภายในปี 2050 และลดให้เหลือ 0 ภายในช่วงสิ้นศตวรรษที่ 21 เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อุณหภูมิโลกซึ่งปัจจุบันสูงขึ้น 0.8 องศาเซลเซียสในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะโลกร้อนที่ไม่อาจแก้ไขได้อีกต่อไป| ยินดีต้อนรับสู่ Baan Jompra (http://baanjompra.com/webboard/) | Powered by Discuz! X3.2 |